ขอเป็นเสียงข้างน้อยในข้างน้อย คือไม่เห็นด้วยกับนโยบาย “กู้มาแจก” แต่เก็งว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านจะผ่านทั้งกฤษฎีกา สภาผู้แทน วุฒิสภา และศาลรัฐธรรมนูญ
พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ถูกตัดสินว่าผิดวินัยการเงินการคลัง “ทำถนนลูกรังให้หมดก่อน” แต่ พ.ร.บ.กู้ 5 แสนล้านมาแจกประชาชนคนละ 10,000 บาท อาจไม่ผิดก็ได้ ประเทศนี้เต็มไปด้วยปาฏิหาริย์ทางกฎหมาย
ศาลรัฐธรรมนูญ 2557 วินิจฉัยว่า หนึ่ง พ.ร.บ.กู้ 2 ล้านล้านตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะมี สส.เสียบบัตรแทนกัน 1 คน
สอง ศาลตีความเงินกู้เป็น “เงินแผ่นดิน” การใช้จ่ายทำได้เฉพาะที่อนุญาตไว้ในกฎหมาย 4 ฉบับว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งศาลเห็นว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และการใช้จ่ายเงินแผ่นดินต้องเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง การบัญญัติให้นำเงินกู้ไปใช้จ่ายโดยไม่ต้องนำส่งคลัง ให้ ครม.รายงานผลต่อสภาเท่านั้น จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
อ่านดีๆ จะเห็นว่า เนติบริกรเก่งๆ สามารถร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้านให้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญได้ สามารถอ้างความจำเป็นเร่งด่วน สามารถเขียนให้ไม่เป็นเงินแผ่นดิน หรือเขียนให้นำส่งคลัง ตบให้เข้า “กรอบวินัยการเงินการคลัง” ตามภาษากฎหมาย
แม้ขัดสามัญสำนึกชาวบ้านทั่วไป ที่เห็นว่าเงินกู้ 2 ล้านล้านไม่ขัดวินัยการเงินการคลัง เพราะหลังรัฐประหาร ประยุทธ์ก็เอามาทำ ยิ่งทำช้า ค่าใช้จ่ายยิ่งบานปลาย ขณะที่การกู้เงินมาแจก ใช่ละ มันกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นวิธีมักง่าย ไม่น่าอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง
กระนั้นกฎหมายก็คือกฎหมาย ใช้ตีความได้หลากหลาย เพราะเหตุนี้ เราจึงเป็นประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมาย
ยิ่งไปกว่านั้น ยังอยู่ในบริบททางการเมืองกลับขั้ว พรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2557 ชนะเลือกตั้งจากเลือดเนื้อคนเสื้อแดง ปะทะประจันเครือข่ายอำนาจอนุรักษนิยม แต่แก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ฆ่าตัวตายด้วย “นิรโทษสุดซอย” จำใจยุบสภา แล้วต่อมาก็ถูกรัฐประหาร
แต่ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วตระบัดจุดยืนไปสวามิภักดิ์ ตั้งรัฐบาลกับพรรค 2 ป. ได้ สว.สายประยุทธ์โหวตเศรษฐาเป็นนายกฯ (ใครยังคิดว่า สว.จะโหวตคว่ำ)
รัฐบาลข้ามขั้วเป็นนายหน้าของ 3 อำนาจชนชั้นนำ คือชนชั้นนำอนุรักษนิยม กองทัพ รัฐราชการ ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ กลุ่มทุนใหญ่ทั้งหลายที่อยู่ข้างหลัง และชนชั้นนำทางการเมือง รวมถึงเครือข่ายนักการเมืองบ้านใหญ่จากเลือกตั้ง ที่เมื่อก่อนเป็นข้ออ้างรัฐประหารจัดการนักการเมืองยี้ แต่วันนี้จับมือกันหมดแล้ว
เสถียรภาพของรัฐบาลเพื่อไทยจึงสำคัญยิ่ง ที่เครือข่ายอำนาจจะต้องช่วยค้ำให้อยู่ครบ 4 ปี โดยหวังว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะใช้ช่วงเวลานี้ ทำเรื่องปากท้อง ลดแรงกดดัน ประวิงเวลา กัดกร่อน ทำให้พลังคนรุ่นใหม่ความคิดใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศ อ่อนล้าสิ้นหวัง ยอมจำนนระบอบที่เพดานเสรีภาพประชาธิปไตยต่ำ
เงินหมื่นดิจิทัลมีความสำคัญยิ่งต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ที่ต้นทุนติดลบตั้งแต่ต้น หากแก้ปากท้องล่าช้า หรือมีข่าวอื้อฉาวเรื่องผลประโยชน์ ก็อาจซวนเซ จึงไม่สามารถใช้เวลาแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างรัฐบาลปกติ จึงต้องแจกเงินหมื่น ให้ทุกคนพึงพอใจ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดการใช้จ่ายสะพัดใน 6 เดือน และยืดเวลาใช้เงินของร้านค้าไปถึงเมษายน 2570 เลือกตั้งใหม่พอดี
นี่คือเรื่องการเมืองล้วนๆ ไม่ใช่ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
เงินหมื่นดิจิทัลเป็นการเมืองตั้งแต่ต้น ประกาศกลางสมรภูมิหาเสียงเมื่อเห็นว่าจะไม่แลนด์สไลด์ ทั้งที่ไม่พร้อม คิดไปทำไป จากไม่กู้เป็นกู้ จากบล็อกเชนเป็นเป๋าตัง จากถ้วนหน้าเป็นตัดออกนิดนึง ฯลฯ
ขนาดแจกเงินหมื่นยังไม่ชนะ ไม่ได้ฉันทามติจากประชาชน เพียงแต่เป็นรัฐบาลแล้วไปถาม แจกเงินหมื่นเอาไหม ใครไม่เอาบ้าง “คนจนมีสิทธิไหมคะ” ปลุกระดมทางการเมืองอีกว่าใครคัดค้านไม่เห็นใจคนจน
การอ้างว่าถ้านโยบายนี้ผ่าน เป็นชัยชนะของ “สัญญาประชาคม” ที่พรรคการเมืองสัญญาไว้กับประชาชนตอนหาเสียง ชัยชนะต่อสลิ่ม ต่อเทคโนแครตอนุรักษนิยม จึงเหลวไหล
ถ้ากฎหมายกู้เงินผ่าน มันคือ 2 มาตรฐาน ตอนกู้ 2 ล้านล้านสร้างอนาคตประเทศ รัฐบาลเพื่อไทยถูกเครือข่ายอำนาจฆ่าตัดตอน
แทงสวนไว้ล่วงหน้า ด้วยความเชื่อมั่นว่า เครือข่ายอำนาจอนุรักษนิยมจะค้ำเสถียรภาพรัฐบาลเพื่อไทย