ตลาดสมาร์ตโฟนแม้มีความท้าทายจากปัจจัยการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่กดดันให้ภาพรวมตลาดทั่วโลกเกิดการหดตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนไม่สามารถทำให้ ออปโป้ (OPPO) ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนจากจีน หยุดการพัฒนาได้

ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาออปโป้สามารถคว้าตำแหน่งเบอร์หนึ่งในตลาดจีนได้สำเร็จ และครองส่วนแบ่งยอดขายอันดับต้นๆ ในตลาดโลกได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นสมาร์ตโฟนจอพับถือเป็นหนึ่งใน เบื้องหลังความสำเร็จที่สำคัญ

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ทางออปโป้ได้พาสื่อมวลชนร่วมงาน “Tech Insider” ที่ออปโป้ สำนักงานใหญ่ เมืองเสิ่นเจิ้น ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศสาธารณประชาชนจีน เพื่อนำชมการใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา กว่าจะให้ความมั่นใจได้ว่าจะตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างแท้จริง

OPPO Health Lab ทำวิจัยและพัฒนาเชิงลึกในเทคโนโลยีด้านสุขภาพ

โดยเฉพาะจุดเด่นของสมาร์ตโฟน ออปโป้ ด้านการถ่ายภาพที่ได้รับการยอมรับและชื่นชอบจากผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เปิดตัว Find X6 series OPPO Find X series, Find N series และ Reno series เพราะคุณภาพของภาพถ่ายที่ได้ต้องถือว่าหาคู่เทียบได้ยากในบรรดาผลิตภัณฑ์ในระดับเดียวกัน

ทำให้ไฮไลต์ของการดูงานครั้งนี้มาอยู่ที่ OPPO Intelligent Imaging Labs ที่เมืองตงกวน ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 2564 ที่นี่ถือเป็นห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บถ่ายภาพที่ใหญ่ที่สุดของออปโป้ ซึ่งมีทีมวิศวกรประมาณ 100 คน ที่ทำงานร่วมกับแขนหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อทุ่มเทการวิจัยและพัฒนา เพื่อปรับปรุงคุณภาพของกล้องโดยเฉพาะ

ที่นี่เราจะเห็นการใช้ AI และหุ่นยนต์อัจฉริยะ 4 ตัว ซึ่งติดตั้งสมาร์ตโฟน ออปโป้ ที่แขนหุ่นยนต์เพื่อคอยถ่ายภาพ โดยหุ่นยนต์เหล่านี้จะเคลื่อนไปรอบๆ ห้องปฏิบัติการ ที่ได้มีการจำลองฉากต่างๆ ถึง 16 ฉากในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน จากหลากหลายสภาพแสงทั้งแสงธรรมชาติและแสงจากไฟนีออนที่มีอุณหภูมิของแสงที่แตกต่างกันออกไป

ใช้แขนหุ่นยนต์ที่เลียนแบบผู้ใช้สมาร์ตโฟนจริงที่เลื่อนโซเชี่ยลมีเดีย ท่องเว็บ และทํางานอื่นๆ

โดยหุ่นยนต์จำลองเหล่านี้จะเคลื่อนไปถ่ายภาพตามฉากต่างๆ ที่ทีมวิศวกรได้กำหนดฟังก์ชันกล้องหลักแล้วปรับแต่งอย่าง ต่อเนื่องผ่านการทดสอบการถ่ายภาพประมาณ 150 รอบ โดยเน้นไปที่สี ความสว่าง ความคมชัด ซึ่งรวมๆ แล้วหุ่นยนต์เหล่านี้สามารถถ่ายภาพได้ 500 ภาพ ในหนึ่งรอบสําหรับการถ่ายกล้องหลัง ไม่เพียงเท่านั้นแต่ยังมีหุ่นนางแบบที่มีโทนสีผิวต่างกันสำหรับใช้ในการทดสอบการถ่ายภาพเซลฟี่และภาพบิวตี้เป็นหลักเช่นกัน หุ่นเหล่านี้ถูกปล่อยให้เคลื่อนไปเพื่อถ่ายภาพเซลฟี่ในทุกสภาพแวดล้อมที่จำลองไว้

ซึ่งโดยปกติแล้ว วิศวกรจะต้องถ่ายภาพมากกว่า 75,000 ภาพในวงจรการพัฒนาทั้งหมด ซึ่งเป็นภาระงานที่ใหญ่มาก แต่ด้วยการใช้ประโยชน์จากหุ่นยนต์อัจฉริยะในห้องปฏิบัติการนี้ทำให้การถ่ายภาพในปริมาณเท่าเดิมแต่ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า เมื่อเทียบกับการทดสอบกับมนุษย์แบบดั้งเดิม ซึ่งจะต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันครึ่งในการทดสอบกล้องหนึ่งตัว

ศูนย์การผลิตอัจฉริยะของ OPPO

OPPO Health Lab

ในห้องปฏิบัติการแห่งนี้ ได้ทดลองให้สวมใส่ OPPO Watch 4 Pro และวิ่งบนสายพานออกกำลังกาย ซึ่งความโดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้คือ ฟังก์ชันการจดจํารูปแบบการวิ่ง เพื่อตรวจจับความสมดุลของเท้าทั้งสองข้าง ทำให้ช่วยปรับรูปแบบการวิ่ง เพื่อเลี่ยงการบาดเจ็บได้ อีกทั้งด้วยอัลกอริธึมการประเมิน โรคหัวใจและหลอดเลือดที่ออปโป้พัฒนาขึ้นยังสามารถตรวจจับความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของการแข็งตัวของหลอดเลือดได้ทันท่วงที

OPPO NFC Lab

ห้องปฏิบัติการ NFC Lab ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 โดยทีมทดสอบ NFC (การสื่อสารไร้สายระยะใกล้-Short-Range Wireless Technology หนึ่งในเทคโนโลยีที่อยู่ในสมาร์ตโฟน ที่ช่วยผู้ใช้งานในการพกสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียวแทนการ์ดต่างๆ จำนวนมาก รวมถึงคีย์การ์ดด้วย) โดยสมาร์ตโฟนแต่ละรุ่น จะต้องผ่านการทดสอบมากกว่า 20,000 ครั้งในห้องปฏิบัติการ เพื่อรับประกันว่าผู้ใช้สามารถสแกน NFC ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะ OPPO Find N3 Flip ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไป ได้ผ่านการทดสอบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นและเข้มข้นยิ่งขึ้น เนื่องจากโทรศัพท์แบบพับได้จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเค้าโครง NFC มากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ NFC ที่ราบรื่นและไร้กังวล

หุ่นยนต์อัจฉริยะกําลังถ่ายภาพในฉากต่างๆ

OPPO Communication Lab

ออปโป้ให้ข้อมูลว่าห้องปฏิบัติการแห่งนี้มีการลงทุนสูงมาก เพื่อให้แน่ใจว่าสัญญาณที่ส่งและรับโดยสมาร์ตโฟนของออปโป้ มีความพร้อมในการใช้งานสูงและราบรื่น ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพเครือข่ายที่หลากหลาย และยังหลีกเลี่ยงการรบกวนจากโทรศัพท์อื่นๆ นับพันเครื่องในคอนเสิร์ต หรือเกมฟุตบอลที่มีผู้คน หนาแน่นได้ เพราะสัญญาณเหล่านี้ถือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานสำหรับการติดต่อสื่อสาร

ที่นี่เป็นห้อง Network Simulation Lab ที่ออปโป้ค้นพบวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ข้างต้นได้ โดยการจำลองสภาพแวดล้อมเครือข่ายที่เป็นไปได้ทั้งหมดให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานผ่านการปรับปรุงตามเป้าหมาย

ห้องปฏิบัติการแห่งนี้ยังใช้แขนหุ่นยนต์ที่เลียนแบบผู้ใช้ สมาร์ตโฟนจริงที่กำลังเลื่อนโซเชี่ยลมีเดีย ท่องเว็บ และ ทำงานอื่นๆ เพื่อทดสอบการรับส่งข้อมูลของสมาร์ตโฟนออปโป้ ให้ยังคงไหลลื่นไม่สะดุด

ทดสอบสมาร์ตโฟนที่มีเทอร์มินัล NFC ต่างๆ

OPPO’s Intelligent Manufacturing Center

ในส่วนของการเยี่ยมชมศูนย์การผลิตอัจฉริยะของออปโป้ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองตงกวน โดยทางออปโป้ ภูมิใจนำชมสายการผลิตสมาร์ตโฟนจอพับรุ่นล่าสุดอย่าง OPPO Find N3 เนื่องจากเป็นรุ่นที่ตลาดให้การตอบรับเชิงบวกอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องคุณภาพของหน้าจอและรอยพับที่น้อยที่สุด โดยสายการผลิตแห่งนี้ถือเป็นสายการผลิตที่ล้ำหน้าที่สุดของออปโป้ ทำให้ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ

เริ่มกันที่นำชมการทดสอบการตกกระแทกของสมาร์ตโฟนรุ่นเรือธงอย่าง Find N3 และ Find N3 Flip เพื่อรับประกันว่าสินค้าที่ผลิตมานั้นมีประสิทธิภาพในการป้องกันการหัก บิด งอ หรือชำรุดใดๆ การทดสอบได้ใช้เครื่องจักรมีตั้งแต่การทำให้เครื่องตกพื้นซ้ำๆ การเหวี่ยงเครื่องลงพื้นที่ทำจากวัสดุหินอ่อน, การใส่ในถังหมุน เป็นต้น โดยจะมีการทดสอบซ้ำหลายครั้งในหลายๆ มุม เพื่อตรวจสอบความทนทานว่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่

รวมถึงยังมีการทดสอบการพับทั้งรุ่น Find N3 และ Find N3 Flip พบว่าการใช้งานสามารถพับได้สูงถึง 1 ล้านครั้ง ซึ่งการทดสอบนี้มีการทำต่อเนื่องในระยะเวลาการทดสอบ 45 วัน นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบความทนทานปลั๊ก หรือช่องเสียบ USB-C ด้วยการเสียบและถอดหลายหมื่นครั้ง ตลอดจนการทดสอบปุ่มกดต่างๆ ของตัวเครื่องด้วยการกดซ้ำๆ หลายหมื่นครั้ง

ในส่วนของกระบวนการประกอบของสมาร์ตโฟนรุ่นเรือธง ดังกล่าวของออปโป้ ที่มีกว่า 100 กระบวนการที่แตกต่างกัน โดยสายการผลิตประกอบด้วย 3 ขั้นตอน เริ่มจากการประมวลผลเบื้องต้น การประกอบ และการทดสอบ

ซึ่งทางออปโป้ให้ข้อมูลว่า หากเปรียบเทียบกับสมาร์ตโฟนแบบหน้าจอมาตรฐานแล้ว กระบวนการผลิตและการประกอบของสมาร์ตโฟนจอพับนั้นมีความซับซ้อนกว่ามาก จึงจำเป็นต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมสำหรับสิ่งต่างๆ เช่น การประกอบบานพับ การประมวลผล และการทดสอบหน้าจอแบบพับได้ เรียกได้ว่า Find N3 ใช้เวลาประกอบมากกว่า Find X6 Pro ถึง 2 เท่า

ขั้นตอนการประกอบขั้นสุดท้ายของการประกอบเสร็จจะมีการตรวจสอบเป็นชุด รวมถึงการชาร์จ การคายประจุแบตเตอรี่ และการทดสอบการแสดงผลบนหน้าจอ LCD เสียง การสื่อสาร ฯลฯ เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทุกชิ้นมีการรับประกันคุณภาพในระดับเดียวกัน

ออปโป้ยังยืนยันที่จะลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา สมาร์ตโฟนอย่างต่อเนื่อง

วิภา สุนันท์สถาพร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน