เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แถลงให้การดูแล “ลูกหนี้ในระบบ” ที่ประสบปัญหาเป็น “วาระแห่งชาติ” เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาหนี้ “นอกระบบ” โดยมาตรการแก้ปัญหา “หนี้ในระบบ” มีรายละเอียด ดังนี้

ภาพรวมกลุ่มลูกหนี้ในระบบ-สาเหตุของปัญหา

สามารถแบ่งกลุ่มลูกหนี้ในระบบที่ประสบปัญหาออกเป็น 4 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19

กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้จำนวนมากจนเกินศักยภาพในการชำระคืนหนี้

กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้การชำระคืนหนี้ไม่ต่อเนื่อง

กลุ่มที่ 4 กลุ่มที่เป็นหนี้เสียคงค้าง เป็นระยะเวลานาน

ข้อที่เหมือนกันของลูกหนี้ทั้ง 4 กลุ่ม คือไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จนกลายเป็นหนี้เสีย ทำให้ถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยปรับเพิ่ม วนกลับไปสู่การชำระไม่ไหวส่งผลให้ติดเครดิตบูโร ไม่สามารถขอสินเชื่อในระบบต่อได้ บางรายที่ค้างชำระเป็นเวลานานจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย

แม้ลูกหนี้ทุกกลุ่มมีสภาพปัญหาคล้ายกัน แต่ต้นตอของปัญหาต่างกัน รัฐบาลจึงเตรียมแนวทางช่วยเหลือที่แตกต่างกันตามสาเหตุของปัญหา

แนวทางการช่วยเหลือ

● กลุ่มที่ 1 ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

– มีประวัติการชำระหนี้มาตลอด แต่สถานการณ์โควิดทำให้ธุรกิจสะดุด ขาดสภาพคล่อง

– เป็นหนี้ครั้งแรกในช่วงโควิด เพราะต้องการเงินทุนไปหมุนเวียน สุดท้ายกลายเป็นหนี้เสียจนไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อได้

2 ส่วนนี้ ต้องได้รับการช่วยเหลือให้ หลุดพ้นจากการเป็นหนี้เสีย หรือ ได้รับการพักชำระหนี้ เพื่อผ่อนปรนภาระเป็นการชั่วคราว

– ลูกหนี้รายย่อย ส่วนใหญ่มีหนี้เสียกับธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. รัฐบาลให้ธนาคารทั้ง 2 แห่งติดตามทวงถามหนี้ตามสมควร และให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้กลุ่มนี้เพื่อให้ไม่เป็นหนี้เสียอีกต่อไป คาดจะช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยกลุ่มนี้ได้ประมาณ 1.1 ล้านราย

– ลูกหนี้ SMEs สถาบันการเงินของรัฐจะเข้าไปช่วยเหลือผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ SMEs ที่อยู่กับแบงก์รัฐ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเป็นระยะเวลา 1 ปี คาดช่วยเหลือลูกหนี้ SMEs ได้ครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 99 ของลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียในกลุ่มนี้ นับกว่า 100,000 ราย

● กลุ่มที่ 2 ลูกหนี้ที่มีรายได้ประจำแต่มีหนี้จำนวนมากจนเกินศักยภาพ แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย

1.กลุ่มข้าราชการ ครู ตำรวจ ทหารที่มีหนี้กับสถาบันการเงิน ได้รับการช่วยเหลือผ่าน 3 แนวทาง

-ลดดอกเบี้ยสินเชื่อไม่ให้สูงจนเกินไป เพราะเป็นกลุ่มที่มี รายได้ประจำและถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ

-โอนหนี้ทั้งหมดไปไว้ที่เดียว เช่น สหกรณ์ เพื่อให้ตัดเงินเดือนนำมาชำระหนี้ทำได้สะดวก

– บังคับใช้หลักเกณฑ์การตัดเงินเดือน ให้ลูกหนี้มีเงินเดือนเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี

ทั้ง 3 แนวทางนี้ต้องทำพร้อมกันทั้งหมด

ยกตัวอย่างครูกว่า 900,000 รายที่ประสบปัญหาหนี้สิน ธนาคารออมสินมีโครงการสินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อแก้ไขหนี้บุคลากรภาครัฐ โอนหนี้มารวมไว้ที่สหกรณ์ แล้วลดดอกเบี้ยในอัตราพิเศษให้

หากหน่วยงานอื่นๆ พบว่าข้าราชการในสังกัดกำลังประสบปัญหาหนี้สินให้หารือกับธนาคารออมสิน เพื่อขอสินเชื่อในลักษณะเดียวกันนี้

ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการก็มีระเบียบกำหนดให้ครูต้องมีเงินเดือนเหลือจ่ายอย่างน้อยร้อยละ 30 หลังจากตัดจ่ายหนี้ไปแล้ว ให้ผลักดันให้ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างทั่วถึงและให้ กระทรวงอื่นๆ มีระเบียบหลักเกณฑ์ลักษณะเดียวกัน

2. กลุ่มข้าราชการ ครู ตำรวจ ทหารที่มีหนี้บัตรเครดิตและ สินเชื่อส่วนบุคคล

– หากเป็นหนี้เสียเข้าร่วมโครงการ “คลินิกแก้หนี้” ซึ่งธปท. ร่วมกับเจ้าหนี้บัตรเครดิตรายใหญ่เกือบทั้งหมดช่วยปรับปรุงโครงสร้างหนี้ นำเงินต้นคงค้างมาทำตารางผ่อนชำระใหม่ให้ยาวถึง 10 ปี และลดดอกเบี้ยจากร้อยละ 16-25 เหลือร้อยละ 3-5

– ปรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการให้ง่ายและยืดหยุ่นขึ้น เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผู้มีหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ผ่านเว็บ debtclinicbysam.com

● กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน การชำระคืนหนี้ไม่ต่อเนื่อง เช่น เกษตรกร ลูกหนี้เช่าซื้อ และลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

มีการพักชำระหนี้เป็นการชั่วคราว ลดดอกเบี้ย หรือลดเงินผ่อนชำระในแต่ละงวดให้ต่ำลง เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ลูกหนี้

– ลูกหนี้เกษตรกร รัฐบาลมีโครงการพักชำระหนี้ให้เกษตรกรเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมพักหนี้กว่า 1.5 ล้านราย

– ลูกหนี้ กยศ. มีการปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย ลดเบี้ยปรับ เปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ และยกเลิกผู้ค้ำประกัน มาตรการนี้จะช่วยลูกหนี้ กยศ. ได้กว่า 2.3 ล้านราย

– ลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ สคบ.ออกประกาศกำหนดดอกเบี้ยเช่าซื้อ เช่น กรณีเช่าซื้อรถใหม่ต้องคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี รถจักรยานยนต์ไม่เกินร้อยละ 23 ต่อปี ลดดอกเบี้ยผิดนัดให้ต่ำลง ให้ส่วนลดหากปิดบัญชีได้ก่อนกำหนด

และกระทรวงการคลัง ธปท. และ สคบ.อยู่ระหว่างปรับแนวทางกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น

● กลุ่มที่ 4 หนี้เสียคงค้างกับสถาบันการเงินของรัฐมาเป็นระยะเวลานาน

โอนหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างสถาบันการเงินของรัฐ และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ทำให้การปรับปรุงโครงสร้างหนี้คล่องตัวมากขึ้น

คาดมาตรการนี้จะช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มนี้ได้ประมาณ 3 ล้านราย

● แนวทางยกระดับการให้สินเชื่อและการค้ำประกันสินเชื่อ

ระยะยาวจะมีการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง เพื่อยกระดับการให้บริการสินเชื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรม

– กระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดทำแนวทางยกระดับการให้สินเชื่อและการค้ำประกันสินเชื่อ ให้เป็นธรรม ธปท.กำหนดให้สถาบันการเงินคำนวณอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้ การผ่อนชำระต้องให้ผู้กู้ยืมมีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพ

– การให้สินเชื่อโดยพิจารณาจากข้อมูลอื่นนอกเหนือจากประวัติการชำระสินเชื่อ เช่น ประวัติการชำระค่าน้ำ ค่าไฟของลูกหนี้ จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น

– ผลักดันให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน รายงานข้อมูลเครดิตไปยัง NCB เพื่อผู้ให้สินเชื่อประเมินความสามารถการชำระหนี้ของลูกหนี้ ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และการตัดเงินเดือนของลูกหนี้ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

– กลุ่มลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีปัญหาหนี้เรื้อรัง ธปท.กำหนดให้เจ้าหนี้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ / รวมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยและ ค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี และ ปิดจบหนี้ให้ได้ภายใน 5 ปี

● การให้ความรู้ทางการเงินและส่งเสริมการออม

เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ให้สำเร็จและมีผลอย่างยั่งยืน

– ภาครัฐ-เอกชน ร่วมกันส่งเสริมความรู้และพัฒนาทักษะการบริหารจัดการเงินให้แก่ประชาชน หรือจัดให้มีระบบการเงินชุมชนช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย

– นักศึกษาที่กู้ กยศ.ต้องผ่านการอบรมการบริหารจัดการหนี้ บุคลากรภาครัฐบรรจุใหม่ต้องผ่านการอบรมการเงินส่วนบุคคล

– เพิ่มตัวช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ประชาชน เช่น สร้างคนให้ คำแนะนำการแก้หนี้ หรือคนไกล่เกลี่ยหนี้

– ภาครัฐส่งเสริมวินัยการออม เช่น บริการ “ออมเพลิน” โครงการนำร่องให้สะสมเงินออมแบบอัตโนมัติทุกครั้งที่ใช้จ่ายชำระค่าสินค้า เพื่อลดการเป็นหนี้ ส่งเสริมให้มีเงินออมที่เพียงพอหลังเกษียณอายุ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน