หากดูจาก “มรสุม” ที่รุมเข้ามาโดยรอบ ต้องนับถือ “ใจ” นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ไมว่าจะเมื่อไปปรากฏตัวในงาน “ไพรด์” ในย่านสยามสแควร์ ไม่ว่าจะเมื่อเดินทางไปลิ้มชิมรส “ช็อก มินต์” ที่สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย
ยังมี “รอยยิ้ม” ยังเปี่ยมด้วย “ความสุขุม”
ทั้งๆ ที่เพิ่งโดนข้อกล่าวหาว่า “ขายชาติ” เล่นบทเหมือน “เซเลนสกี” ทั้งๆ ที่ถูก “นักร้อง” ยื่นข้อกล่าวหาในเรื่อง “ถือครองหุ้น” ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ถือว่าแน่วแน่ มั่นคง พร้อมด้วย “สมาธิ”
เมื่อนับ “ชั่วโมงบิน” ในทางการเมืองถือว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยังเป็น “ละอ่อน”
อาจจะเคยได้ทำงานในทีมของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ตั้งแต่ยังเป็น “มือเศรษฐกิจ” คนสำคัญข้างกาย นายทักษิณ ชินวัตร
อยู่ในร่มธงของ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์
แต่นั่นก็เหมือนกับเป็น “เด็กฝึกงาน” แม้กระทั่งเมื่อเข้าทำงานเป็น “มือไม้” คอยแจกใบปลิวให้กับ น.ต.ศิธา ทิวารี ในพื้นที่คลองเตย
ยิ่งอายุของ อนาคตใหม่ ก้าวไกล ยิ่งหวาดเสียว
ต้องยอมรับเมื่อเหยียบบาทก้าวเข้ามาในพรรคอนาคตใหม่ก็ได้รับ “บทเรียน”
เป็นบทเรียนในท่ามกลางคำถามว่า “อยู่เป็น” หรือ “อยู่ไม่เป็น” เมื่อมรสุมกระหน่ำโดยรอบ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล
จนถึงวาระแห่งการยุบพรรคในเดือนกุมภาพันธ์ 2563
จากเดือนมีนาคม 2563 จนมาถึงการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 จึงเป็นด่านหินอันหนักหนาสาหัสต่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ตุ๊มๆ ต้อมๆ เหมือน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
มองจากสายตา นายวีระ ธีรภัทรานนท์ มองจากสายตา นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา
ภาพของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ณ เบื้องหน้า นับว่า “เหลือเชื่อ” ถามว่ายังเยือกเย็นอยู่ได้อย่างไร ถามว่ายังยิ้มอยู่ได้อย่างไร
เบื้องหน้า “สหบาทา” เบื้องหน้า “กกต.”