วิถีแห่งความสัมพันธ์ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล เข้าใกล้ “ต้นรัก ดอกโศก” มากขึ้น
อาจเคยรับรู้ความเห็น “ต่าง” จากแต่ละเสี้ยววินาทีก่อนมีการลงนามร่วมผ่าน “บันทึกช่วยจำ” หรือ “เอ็มโอยู” เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม
ที่วางไว้ “16.00 น.” กลับต้องเป็น “17.00 น.” กว่าๆ
ทั้งที่เวลาอันกำหนดและจัดวางเอาไว้ ต้องการให้เป็น “สัญลักษณ์” แห่งการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่พรรคเพื่อไทยประสบโดยตรง
ยิ่งกรณีตำแหน่ง “ประธาน” ยิ่ง “แหลมคม”
กล่าวในทาง “ขนบ” ทางการเมืองตำแหน่ง “ประธานสภา” ต้องเป็นของพรรคอันดับ 1
กระนั้น พรรคเพื่อไทยก็มีเงื่อนไขมาต่อรองว่าจำนวน 151 ส.ส.อาจทำให้พรรคก้าวไกลได้รับเลือกเป็นพรรคอันดับ 1
แต่ก็มากกว่า 141 ของพรรคเพื่อไทยเพียง 10
ในเมื่อพรรคก้าวไกลอยู่ในฐานะที่จะเข้าชิงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” อันเป็นอำนาจบริหารอยู่แล้ว ก็ไม่ควร “กินรวบ” ตำแหน่ง “ประธานสภา” ไปด้วย
ผลก็คือ ตำแหน่งเป็นของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
ถามว่าการระหองระแหงแย่งชิง “การนำ” เช่นนี้ ฝ่ายตรงกันข้ามรับรู้หรือไม่
ตอบได้เลยว่ารู้ ไม่เพียงรู้อย่างผิวเผินหากแต่รับรู้อย่างลึกซึ้ง การสร้างเงื่อนไขผ่านแนวทางไม่เอาพรรคการเมืองที่แก้ไขมาตรา 112 จึงดังกึกก้อง
ไม่ว่าจะจาก “สว.” ไม่ว่าจะจาก “พรรครัฐบาล” เดิม
ยิ่งเมื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกจัดการผ่าน “นิติสงคราม” และการเสนอ “ญัตติ” ให้หมดสิทธิ์ในการเป็นผู้เข้าชิงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”
เงื่อนไขนี้ยิ่งเร่งเร้าให้พรรคเพื่อไทยตัดสินใจ
แต่ละวินาทีแห่งการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจึงชี้ถึง “รากฐาน” และ “อนาคต”
เป็นอนาคตภายใต้ทางเลือกของพรรคเพื่อไทยว่าจะคงสายสัมพันธ์อยู่กับพรรคก้าวไกล หรือจะสะบั้นตัดพรรคก้าวไกลออกไปจาก “วงจร”
ผลก็คือ “ต้นรัก” ก็อาจกลายเป็น “ดอกโศก”