นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเมืองไทย หลังจากรัฐสภามีมติส่งเรื่องให้รัฐบาลดำเนินการตามกระบวนการประชามติ คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบคำถามการออกเสียงประชามติการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการ โดยอ้างอิงตัวบทกฎหมายที่เปิดช่องให้มีข้อยกเว้นด้านระยะเวลา หากมีเหตุอันสมควร เพื่อจัดให้มีการลงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งสส. ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
สาระสำคัญของเรื่องอยู่ที่คำถามประชามติ ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” หากทุกอย่างเป็นไปตามกรอบกฎหมายและไทม์ไลน์ที่วางไว้ 8 ก.พ.2569 จะไม่ใช่แต่วันเลือกตั้งทั่วไป
แต่จะเป็นวันที่ประชาชนได้ร่วมตัดสินใจทิศทางกฎหมายแม่บทของประเทศในคราวเดียวกัน
การจัดประชามติควบวันเลือกตั้ง ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินหลายพันล้านบาท ลดภาระ กกต. เพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ไม่ต้องออกไปใช้สิทธิหลายครั้ง
แม้จะมีข้อกังวลเรื่องระยะเวลาเตรียมการที่อาจไม่ครบถ้วนตามหลักกฎหมายประชามติ โดยเฉพาะประเด็นการให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างรอบด้าน แต่รัฐบาลยืนยันว่าได้ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย และได้รับความเห็นประกอบจากฝ่ายกฎหมาย
ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันในทางกฎหมาย สามารถจัดประชามติควบคู่วันเลือกตั้งได้ และมีความพร้อม แต่ก็เน้นย้ำบทบาทการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการรณรงค์ของพรรคการเมืองต้องไม่ชี้นำ เพื่อให้การออกเสียงเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม
คำเตือนนี้สะท้อนว่า การทำประชามติครั้งนี้สำคัญ และถูกจับตาใกล้ชิดเป็นพิเศษ
โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ประชามติทำได้หรือไม่ได้ แต่อยู่ที่ทำอย่างไรให้ประชาชนตัดสินใจภายใต้ข้อมูลถูกต้อง รอบด้าน
การจัดให้สื่อของรัฐและเอกชนเปิดพื้นที่อย่างเท่าเทียม นำเสนอข้อดี ข้อกังวล และผลกระทบของการมีหรือไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างครบถ้วนทุกแง่มุม จะเป็นหัวใจความชอบธรรมในผลลัพธ์ประชามติ ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร
หากทุกขั้นตอนเดินหน้าตามแผน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นวันประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของการเมืองไทย ในส่วนประชาชนจึงต้องเตรียมตัว เปิดรับข้อมูลรอบด้าน นำมาพิจารณาไตร่ตรอง เตรียมความคิดให้พร้อม
สำหรับวันที่จะได้ใช้สิทธิชี้ชะตาอนาคตประเทศพร้อมกันในสองเรื่องสำคัญ ทั้งการเลือกตั้งผู้แทนฯ และการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่