ยุทธการ “ดูด” ในกรณี 2 พี่น้องแห่งพรรคพลังชล หรือแนวโน้มที่จะมีบางคนจาก “พรรคมัชฌิมาธิปไตย”ตามไป

ไม่ได้เป็น “ข่าว” เกินความคาดหมาย

นักการเมืองที่ถูกเอ่ยออกนามตามลำดับไม่ว่าจะจากสุโขทัย ไม่ว่าจะจากบ้านริมน้ำ ไม่ว่าจะจากนครราชสีมา ไม่ว่าจะจากบุรีรัมย์

เหล่านี้ “อ้าขา” ผวาปีกให้กับ “พลังดูด” อยู่แล้ว

ความน่าตื่นเต้นใน “พลังดูด” จึงอยู่ที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์ และ 1 พรรคเพื่อไทยมากกว่า

และที่สุดแห่งที่สุดย่อมเป็น “พรรคเพื่อไทย”

การได้จากพรรคประชาธิปัตย์อาจน่าตื่นเต้น แต่ที่น่าตื่นเต้น มากกว่าย่อมเป็นจากพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

หากสดับตรับฟังจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประสานกับจาก นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์

ก็พอจะจับร่องรอยได้ในความแตกต่าง

พรรคประชาธิปัตย์อาจเน้นในเรื่อง “กลุ่มทุน” เพราะตระหนัก ว่าอาจจะกลายเป็นปัญหา

เมื่อสกัดไปยัง “ต้นทาง” ย่อมทำให้ “ปลายทาง”ลำบาก

พรรคเพื่อไทยอาจเน้นในเรื่อง “ข้อกฎหมาย” ที่จะต้องเข้าสู่การตรวจสอบของ “องค์กรอิสระ”

เพราะล้วนอยู่ในกำมือครบถ้วน

เห็นได้จากชะตากรรม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี พล.อ.อ.กำพล สุวรรณทัต และที่รอคิวด้วยความระทึก คือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล

ยังบรรดา ส.ส.ที่มีบทบาทเสนอร่างพรบ.นิรโทษกรรมนั้นเล่า

เป้าหมายอย่างแท้จริงในยุทธการ “พลังดูด”อันมาจาก “พรรคคสช.” จึงมิใช่พรรคประชาธิปัตย์

หากแต่ยังจริงจังกับ “พรรคเพื่อไทย”

อาจเป็นเพราะมั่นใจว่า การจัดวางเส้นสายของ “ลุงกำนัน”ผ่านบรรดาแกนนำ “กปปส.”ที่สงบกบดานอยู่ภายในพรรคประชาธิปัตย์ยังดำรงอยู่ครบถ้วน

รออยู่แต่การส่งสัญญาณจาก “ลุงกำนัน”เท่านั้น

แต่ปัจจัยชี้ขาดอย่างแท้จริงยังอยู่ที่การเตะสกัดขา “พรรคเพื่อไทย”ในทุกกระบวนท่า

โดยเฉพาะใน “ภาคอีสาน” และ “ภาคเหนือ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน