พลันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กลับจากไปเยือนประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็มีสถานการณ์เร่งด่วนให้ต้องรีบจัดการแก้ไข
นอกเหนือจากสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากหลายพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะที่ จ.น่านแล้วนั้น ยังเกิดสถานการณ์ความรุนแรง และความไม่สงบชายแดนภาคใต้อีกด้วย
โดยเกิดพร้อมกันทั้ง 3 จังหวัด ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตั้งแต่การเผายางรถยนต์ เผารถราชการ เสาสัญญาณ กล้องวงจรปิด วางระเบิดที่ทำการอบต. ปล้นและเผาร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น
ข้อมูลจาก กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่าเกิดเหตุรวม 51 เหตุการณ์
จากสถานการณ์ดังกล่าว นายกฯ เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคง นำโดย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ผบ.ทบ. แม่ทัพภาคที่ 4 และฝ่ายปกครอง
หลังการประชุมฝ่ายความมั่นคงนานกว่า 1 ชั่วโมง นายกฯ ได้สั่งกำชับให้ดูแลประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ และให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด
ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่นั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคง ตั้งแต่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ต่างยกระดับเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด เฝ้าระวังพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการแจ้งเตือนประชาชน
ความไม่สงบ และความรุนแรงชายแดนภาคใต้ ยังอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง ไม่มีแนวโน้มถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
นับตั้งแต่นายอนุทินเป็นนายกฯ ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาไฟใต้ให้สำเร็จ สร้างสันติสุขอย่างถาวร เช่น การแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุข ที่ให้ข้าราชการพลเรือนเป็นฝ่ายนำ
แต่เมื่อครั้งเกิดเหตุคนร้ายโจมตีจุดตรวจที่ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 เป็นเหตุให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ส่งผลกระทบต่อกระบวนการพูดคุย ที่ต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด
จากนั้นมาการบังคับใช้กฎหมาย ก็ทวีความเข้มข้นและดุดัน อีกทั้งยังมีกรณีลอบยิงสส.ในพื้นที่ แม้จะยังไม่ชัดเจนเกี่ยวด้วยหรือไม่ แต่ก็ส่งผลสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องการอำนวยความยุติธรรม
ดังนั้น จากเหตุรุนแรง 51 จุดที่เพิ่งเกิดขึ้น นอกจากการบังคับใช้กฎหมาย และยกระดับความพร้อมของฝ่ายรัฐในขั้นสูงสุดนั้น ก็ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งด้วย ในการปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ไปสร้างเงื่อนไข หรือส่งผลต่อความเชื่อมั่น และความหวาดระแวงของประชาชนในพื้นที่