ทำไมป.ป.ช.จึงเลือกเปิดประเด็นเรื่องโครงการก่อสร้างแฟลต และโรงพักร้างอันเคยเป็นโครงการในความรับผิดชอบของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในห้วงเดือนสิงหาคม

โดยเฉพาะในห้วงเวลาของกำหนด”ครม.สัญจร”ที่ชุมพรและ ระนอง

อันเป็นจังหวัดที่ใกล้กับสุราษฎร์ธานีอย่างเป็นพิเศษ

ความจริงอาจเป็นเรื่องในแบบธุรการตามวงรอบไม่ว่าที่ออก มาจากป.ป.ช. ไม่ว่าที่ออกมาจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

แต่เมื่อประสบกับปฏิกิริยาของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

จึงตระหนักในความ”เอบี แอ๊ป NORMAL ของเรื่องราวทางการเมือง

ต้องยอมรับว่านับแต่เดือนมีนาคม 2561 เป็นต้นมา ได้ปรากฏกลุ่มและพรรคการเมืองหลายกลุ่มหลายพรรคปวารณาตัวเสมือน กับเป็นพรรคคสช.หรือพรรคทหาร

เพราะประกาศเห็นชอบกับ “รัฐประหาร” เพราะประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

เริ่มจากพรรคประชาชนปฏิรูปของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน

ตามมาด้วยพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

และพรรคพลังประชารัฐที่มี นานชวน ชูจันทร์ เป็นตัวเปิด

ภายหลังการปรากฏตัวของ”กลุ่มสามมิตร”ที่นำโดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และอีก “1 ส.”คอยบัญชาการอยู่ใน “ทำเนียบรัฐบาล”

ระยะห่างของพรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือพรรคประชาชนปฏิรูปกับ”คสช.”ก็ค่อยๆห่างออก

โดยเฉพาะเมื่อมีการชู ม.ร.ว.จตุมงคล โสณกุล ขึ้นสูงเด่น

ขณะเดียวกัน สถานะของ”พรรคพลังประชารัฐ”ก็เริ่มสดใสกาววาว งามสง่า

ไม่ว่าที่”ชุมพร” ไม่ว่าที่”อุบลราชธานี”

ยิ่งโรดแม็ป”เลือกตั้ง”คืบคลานเข้ามาใกล้มากเพียงใด การเมืองยิ่ง มากด้วยความสลับซับซ้อน แต่ละพรรคจึงเหมือนกับเป็น”เบี้ย”

ในเมื่อมี “พรรคพลังประชารัฐ”เป็นทางเลือกหลัก ความจำเป็นของพรรคการเมืองระดับรอง-รองก็ด้อยน้อยค่าลง

ตรงนี้แหละที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องเหนื่อยและหนัก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน