ปิยบุตร แสงกนกกุล อนค.ไม่ใช่ภัยคุกคาม-ปชต.ไม่มีทางตัน : สัมภาษณ์พิเศษ

22 เม.ย. 2562 - 00:05 น.

ปิยบุตร แสงกนกกุล อนค.ไม่ใช่ภัยคุกคาม-ปชต.ไม่มีทางตัน : สัมภาษณ์พิเศษ

ประสบความสำเร็จจากการเลือกตั้งเกินคาด แถมกระแสติดลมบน

จนเป็นเหตุผลให้พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองที่ถาโถม

ทั้งเรื่องของคดีความ อีกทั้งกฎ กติกาการเลือกตั้งที่ไม่ชัดเจน และมีความไม่แน่นอน

อนค.จะฟันฝ่าไปได้อย่างไร การเมืองยังเดินต่อไปได้หรือไม่ มีความเห็นจาก ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค

ประเมินมรสุมการเมืองที่มุ่งเล่นงานแกนนำพรรคช่วงนี้อย่างไร

เป็นสิ่งที่เราคาดคิดมาตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งพรรคแล้ว ไม่ช้าก็เร็วต้องเจอแน่นอน ที่เกิดขึ้นในแง่คดีและปริมาณก็มากขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค.ที่จดแจ้งชื่อพรรค หลังจากนั้นก็มีเพิ่มขึ้นแล้วก็ซาไป ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งก็กลับมาอีก ก่อนปรากฏให้เห็นอย่างมีนัยยะสำคัญหลังจากพรรคได้คะแนนเกือบ 6.3 ล้านเสียงคดีก็ถาโถมมาอีก

ความสำคัญที่มากกว่านั้นอยู่ตรงที่ฝ่ายที่ครองอำนาจในปัจจุบัน ฝ่ายอนุรักษนิยม หรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเรา อยากให้ลองเปิดใจให้กว้างแล้วมานั่งพินิจพิจารณาพูดคุยกัน

ยืนยัน พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้เป็นภัยร้ายแรงต่อชาติบ้านเมือง แต่ก่อตั้งขึ้นมาด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศไทย อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งที่ติดขัดกันมา 14 ปีเรื้อรังมานาน พวกเราไม่อาจอยู่ในสังคมแบบนี้ได้

มีความพยายามจะวาดภาพว่าสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่เสนอมีแต่เรื่องน่ากลัว รุนแรง สุดโต่ง สิ่งที่เราบอกคือ ไม่เอาเผด็จการ เอาประชาธิปไตย ไม่เอาการสืบทอดอำนาจ แก้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

การทำลายระบบราชการรวมศูนย์ ด้วยการกระจายอำนาจ การลดความเหลื่อมล้ำด้วยการสร้างรัฐสวัสดิการ นำทหารออกจากการเมือง ทำให้พลเรือนอยู่เหนือทหาร

สิ่งที่พูดทั้งหมดนี้คือเรื่องปกติ ถ้าอยากเห็นสังคมไทยเป็นประชาธิปไตย แต่พอพูดเรื่องเหล่านี้กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องรุนแรง นี่คือการวาดมายาภาพขึ้นมา เห็นว่าพรรคนี้อันตรายรุนแรง ทั้งที่พูดเรื่องปกติ

เพียงเพราะประเทศไทยอยู่กับความผิดปกติมานาน วันหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งบอกจะนำความปกติคืนมา คนที่ผิดปกติจึงบอกว่าสิ่งที่พวกนั้นเสนอมานั้นไม่ปกติ บอกว่าพรรคอนาคตใหม่สุดโต่ง ทั้งที่พูดเรื่องธรรมดา คนที่มองแบบนี้เป็นฝ่ายสุดโต่งไปอีกข้าง จึงมองสิ่งปกติเป็นเรื่องสุดโต่ง

การเทียบกรณีอนค.กับพรรคสังคมนิยมที่เติบโตเร็ว จนฝ่ายอนุรักษนิยมหวาดผวา นำไปสู่การลอบสังหาร นายบุญสนอง บุญโยทยาน เลขาธิการพรรค แล้วเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 มองอย่างไร

สังคมไทยเปลี่ยนไปมากทั้งในแง่จำนวนและในแง่ของความคิด ถ้าผมเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมแล้วเห็นผลการเลือกตั้งแบบนี้ แทนที่จะยืนยันว่าต้องเป็นแบบเดิมตลอด จะเปิดพื้นที่คุยให้กลุ่มคนที่ต้องการอีกแบบหนึ่งทันที เพื่อเปลี่ยนแปลงให้ประเทศก้าวหน้าเดินต่อไปได้

เพราะสุดท้ายเป็นไปไม่ได้ที่คนทั้งประเทศ 70 ล้านคน มีคนหนึ่งบอกจะอยู่แบบนี้ตลอด ขอรวบแบบนี้ไว้ตลอด ขณะที่มีพลังแบบใหม่เริ่มขึ้นมาแล้วก็ใช้วิธีขับออก กดๆ ใช่ทางออกที่ยั่งยืนหรือไม่ เช่นเดียวกันพลังแบบใหม่ที่ขึ้นมาบอกจะกวาดทั้งหมด เปลี่ยนหมดทั้งประเทศก็ไม่ได้ เพราะยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคิดแบบอนุรักษนิยมอยู่

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาแบบนี้ควรต้องพินิจพิจารณาว่ามีความคิดของคนที่เปลี่ยนไปแล้ว ควรหารูปแบบสังคมที่เดินหน้าต่อไปได้ จะปรับจุดไหนเพื่อให้เกิดดุลยภาพ พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้จะล้มกระดาน

ที่ผ่านมาไม่เคยมีการประนีประนอมแต่ใช้การปราบปรามฝ่ายตรงข้าม

สังคมไทยผ่านโศกนาฏกรรมมามาก สายลมประวัติศาสตร์ก็กลับมาอีก ในเมื่อบทเรียนประวัติศาสตร์เป็นแบบนี้ การทำร้ายกัน ขับไล่ไสส่งกัน แต่เอาเข้าจริงทุกคนคือเพื่อนร่วมชาติ

ทำไมไม่มานั่งร่วมกันคิดว่าจะนำความขัดแย้งแบบเดิมๆ 14 ปี ออกไปอย่างไร จะสร้างสังคมไทยในฝันร่วมกันอย่างไร เราสามารถอยู่กับความเป็นไทยภายใต้ความเป็นสากลได้อย่างไร จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมความดีงามที่สร้างกันมาภายใต้กระแสสากลกระแสโลกได้อย่างไร

หลายเรื่องที่พยายามนำเสนอว่าพวกหัวใหม่ อะไรต่างๆ ถามว่ากองทัพที่เดินมาได้จนปัจจุบันเพราะมีความหัวใหม่เปลี่ยนแปลงหรือไม่ กองทัพจึงเป็นแบบนี้

โลกมีพัฒนาการของมัน เมื่อก่อนไม่มีกองทัพอาชีพ เป็นทหารรับจ้าง วันหนึ่งมนุษย์มีคิดอยากสร้างรัฐแล้วก็ต้องมีกองทัพของรัฐ แล้วกองทัพก็ทันสมัยขึ้น นี่คือความเปลี่ยนแปลง

หลายเรื่องที่บอกว่าเป็นไทย จริงๆก็คือรับอิทธิพลจากต่างประเทศมาประยุกต์อยู่แล้วเต็มไปหมด ฉะนั้นอย่าไปตกอยู่กับความคิดที่บอกว่าของใหม่ไม่ดี ของเก่าดีอยู่แล้ว ตรงกันข้าม จะทำอย่างไรให้ของเก่าของใหม่อยู่กันได้

ที่ผ่านมาในสายธารประวัติศาสตร์ก็มีการเปลี่ยนแปลงชนชั้นนำ อนุรักษนิยมไทยมีกุศโลบาย มีวิสัยทัศน์ที่ดีเยี่ยมด้วยซ้ำ ใช้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ความคิดในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงได้อย่างราบเรียบมาหลายครั้ง ชนชั้นนำอนุรักษนิยมไทยน่าจะมองโจทย์นี้ใหม่

เตรียมรับมือกับมรสุมทางการเมืองไว้อย่างไร หลังถูกมองว่าแกนนำพรรคอนาคตใหม่จะถูกปิดเกมเร็วด้วยการใช้คดีเล่นงาน ไม่ให้เข้าสภาได้

ทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ความคิดคนมันเริ่มเปลี่ยนแปลง คุณหยุดไม่ได้ ต่อให้หยุดก็จะมีใหม่ เป็นแบบนี้ตลอด แทนที่จะไปหยุดมัน สู้ใช้ความเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์ มาพูดคุยกันดีกว่า

เราตั้งใจมาทำงานการเมืองหวังเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้น ออกจากวิกฤตการณ์ 14 ปีนี้ แล้วเดินหน้าไปสู่อนาคตแบบใหม่ การมาลงเลือกตั้งคือการประนีประนอมอยู่แล้วในรูปแบบหนึ่ง สู้กันตามระบบ การเมืองคือการเจรจา

ถามว่าจะตั้งรับอย่างไร ก็คงทำหน้าที่ของเรา เมื่อมีโอกาสชี้แจงก็จะทำเพื่อทำความเข้าใจ ขณะเดียวกันก็จะทำงานความคิดกับสมาชิกพรรคกับพี่น้องประชาชน เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางความคิดเป็นเรื่องสำคัญ บ้านเมืองจะเปลี่ยนได้ การใช้กำลังทางกายภาพอย่างเดียวเปลี่ยนไม่ได้

มองบรรยากาศทางการเมืองก่อนวันที่ 9 พ.ค. ที่กกต.จะประกาศรับรองผลเลือกตั้งอย่างไร

กติกาเริ่มผิดเพี้ยนกันมาเรื่อยๆ สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐเพียงองค์กรเดียวที่มาจากการเลือกตั้ง ตำแหน่งอื่นมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด เมื่อประชาชนกากบาทให้ก็เหมือนประชาชนอนุญาตให้ไปทำงาน

ตอนผมเป็นเด็กเลือกตั้งเสร็จก็รู้แล้วว่า ใครได้เป็นส.ส. ใครได้จัดตั้งรัฐบาล มันเริ่มมีกรณีการลดทอนอำนาจของการเลือกตั้งของประชาชน ยกตัวอย่างเช่นหลังรัฐประหาร ปี 2550 พรรคพลังประชาชน แต่คนก็วิตกกังวลกันว่าจะโดนใบเหลืองใบแดงจนเสียงหายตั้งรัฐบาลไม่ได้

งวดนี้ก็เป็นเหมือนเดิม เลือกตั้งแล้วจะจบทันทีหรือไม่ เมื่อก่อนเลือกตั้งวันเดียว ไม่เกินอาทิตย์ก็รู้แล้วใครเป็นนายกฯ แต่กลไกที่ออกแบบมาครั้งนี้ชัดเจน ให้ห้วงเวลามา 60 วันที่ จะรับรองผล ยังมีใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม เต็มไปหมด หมายความว่า การแสดงเจตจำนงของประชาชนในการเลือกไม่ได้ส่งผลปรากฏ ให้เป็นจริงได้ทันที เหมือนมีกองเซ็นเซอร์อีกกองหนึ่ง สกรีนไว้อีกชั้นหนึ่ง

นี่คือการวาดภาพลดทอนอำนาจประชาชน และอำนาจจากการเลือกตั้ง ลงมาเรื่อยๆ ครั้งนี้หนักกว่าเดิมอีก ยังไม่รู้จะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ได้ ยังมีส.ว.อีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาถ่วงอีก

จึงเป็นการเลือกตั้งที่แปลกประหลาดที่สุดที่เคยมีมาในประเทศไทย คุณไม่รู้ว่าใครได้เป็นส.ส. คุณไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลได้เลย เลือกเสร็จแล้วยังไม่รู้เลยว่าการเมืองไทยจะไปอย่างไรต่อ เพราะกติกาที่เขียนมาต้องการให้มีลักษณะแบบนี้ เป็นติกาที่ต้องการคุมอำนาจไว้แบบเดิมไม่ยอมปล่อย

เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครคาดอะไร ได้ มาตรา 44 ก็ยังมีอยู่ จะเขียนอะไรก็ได้ จะแก้รัฐธรรมนูญก็ได้ ความแน่นอนไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกแล้วตามโครงสร้างแบบนี้

การเริ่มพูดถึงทางตันทางการเมืองที่อาจตั้งรัฐบาลไม่ได้ หรือได้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มองอย่างไร

แม้กติกาจะเป็นแบบนี้แต่จริงๆ ยังไปได้โดยไม่ถึงทางตัน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ฝ่ายที่ไม่เอาการสืบทอดอำนาจก็พยายามแพ็กกัน ซึ่งมีพรรคอนาคตใหม่รวมอยู่ด้วย ก็จับมือกันเพื่อต่อต้านการสืบทอดอำนาจให้ได้ แล้วจะทำให้ดีที่สุด

หากสุดท้ายต้านไม่ไหวเขามีส.ว.เข้ามาช่วยอีกก็ไม่เป็นไร พร้อมเป็นฝ่ายค้านอย่างมีคุณภาพ จะเข้าไปทำภารกิจฟื้นฟูเกียรติภูมิของสภาผู้แทนราษฎร จะสร้างมาตรฐานการทำงานแบบใหม่

เราตั้งใจนำเสนอวาระต่างๆ ของสังคมที่ก้าวหน้าผ่านกลไกสภาผู้แทนราษฎร อย่างน้อยที่สุดถ้าสภาผู้แทนราษฎรฟื้นกลับมาได้ สร้างความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชนว่าระบบรัฐสภาไปได้ ถ้าเรื่องนี้สำเร็จ โอกาสเกิดรัฐประหารก็จะน้อยลง

รัฐประหารเกิดขึ้นได้เพราะคนจำนวนหนึ่งผิดหวังกับสภาผู้แทนฯ ถ้าฟื้นความเชื่อมั่นได้ คนก็จะไม่กวักมือเรียกทหาร

อยากให้ติดตามว่า พรรคอนาคตใหม่จะทำงานตรงนี้กันได้ดีอย่างไร แล้วให้สังคมตัดสิน วันหนึ่งอยู่ไม่ได้ก็ยุบสภา หรืออยู่ได้เราก็เป็นฝ่ายค้านไปเรื่อยๆ ใช้อำนาจตรวจสอบอำนาจของรัฐบาลไปตามกลไก ไม่มีทางตันอะไร

แต่มีความพยายามวาดภาพว่าเลือกตั้งเสร็จแล้วไม่จบ เลือกตั้งเสร็จแล้ววุ่นวาย เลือกตั้งแล้วการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ถ้าเป็นแบบนี้ ไปเรื่อยๆ ก็วนอยู่ที่เดิม ทางตันที่พูดกันในระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่มี มีทางออกอยู่แล้ว มีแต่คนพยายามสร้างทางตันเพื่อทำลาย ประชาธิปไตยต่างหาก

ถ้าตั้งรัฐบาลกันไม่ได้ก็ต้องยุบสภา พรรคอนาคตใหม่พร้อมเลือกตั้งใช่หรือไม่

แน่นอนก็เลือกตั้งใหม่ ปัญหาตอนนี้คือยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยแต่เริ่มมีความกังวลกันแล้ว ต้องอย่าให้มีบรรยากาศแบบนี้ บรรยากาศที่อยู่ในสมองว่า ไปต่อไม่ได้ วิธีคิดแบบนี้จะเข้าทางคนที่ครองอำนาจ เมื่อไปต่อไม่ได้ก็อยู่ต่อไปเรื่อยๆ

หลังวันที่ 9 พ.ค.ตั้งรัฐบาลได้แน่นอน ฝ่ายเราต้านการสืบทอดอำนาจของคสช.ถ้าทำได้สำเร็จก็ดี ถ้าถึงที่สุดทำไม่ได้ ต้องช่วยกันคิดอย่าพยายามวาดภาพทางตันให้ประเทศ

ผมไม่เอารัฐธรรมนูญ 2560 ผมยังต้องหาทางออกให้ประเทศโดยรัฐธรรมนูญ 2560 เลย สุดท้ายกลายเป็นว่าคนล้มกติกา เขียนกติกาแล้วไม่พอใจ ก็ล้มอีก ล้มอีก อย่างนั้นหรือ

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ปิยบุตร แสงกนกกุล อนค.ไม่ใช่ภัยคุกคาม-ปชต.ไม่มีทางตัน : สัมภาษณ์พิเศษ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง