โรคที่รักษาไม่หาย – ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกเพิ่งแถลงเตือนนานาประเทศถึงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ดำเนินมาต่อเนื่องเข้าสู่ครึ่งปีหลัง ว่าอย่าตั้งความหวังทั้งหมดไว้กับวัคซีน
เพราะเป็นไปได้ว่าจะใช้เวลานานหรืออาจไม่มีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เลย
วิธีการที่ชาวโลกใช้รับมือโรคระบาดนี้คล้ายกันคือป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาตัวนี้ระบาดในวงกว้าง ส่วนผู้ที่ติดเชื้อแล้วอาจมีอาการแตกต่างกัน แพทย์จึงรักษาตามกรณี ส่วนใหญ่แล้วรักษาหายได้ และ ส่วนหนึ่งอาการหนักจนเสียชีวิต
โดยรวมแล้ว พูดได้ว่าโรคโควิดเป็นโรคที่รักษา ให้หายได้ เหมือนกับที่ผบ.ทบ.กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้
แต่ถ้อยคำถัดมาของผบ.ทบ. กลายเป็นประเด็นการเมืองที่เรียกเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง
ผบ.ทบ.กล่าวว่า โรคโควิดเป็นแล้วหาย แต่ที่ เป็นแล้วไม่หายคือโรคชังชาติ เกลียดชาติบ้านเมืองตัวเอง นี่เป็นไม่หาย เพราะว่ามีการเหน็บแนมประเทศตัวเอง
หลังวาทะนี้เผยแพร่ออกไป คลื่นเสียงตอบโต้และวิพากษ์วิจารณ์ก็กระหึ่มขึ้นในสังคมทันที เห็นชัดถึงปฏิกิริยาที่ตอบสนองสูงยิ่งกว่าบุคคลในรัฐบาล
เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะผู้พูดมีตำแหน่งเป็นถึง ผู้บัญชาการกองทัพบก เป็นตำแหน่งข้าราชการระดับสูงด้านความมั่นคง
เมื่อต้องทำหน้าที่สร้างและรักษาความมั่นคง จึงเป็นที่คาดหมายว่าควรแสดงจุดยืนเป็นกลาง ยึดหลักสร้างความสมานฉันท์และปรองดองต่อคนทุกกลุ่ม
การตัดสินว่ากลุ่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์ระบบและโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ เป็นผู้ที่เกลียดชาติบ้านเมือง ตัวเอง เท่ากับปิดโอกาสการพัฒนาตนเอง
การ “ติเพื่อก่อ” ต่างกับ “มองโลกในแง่ร้าย” ตรงที่ความตั้งใจทำสิ่งต่างๆ ในสังคมให้ดีขึ้น ให้เกิดความเท่าเทียมมากขึ้น
ทุกคนจึงต้องสำรวจตนเอง มองหาจุดอ่อนหรือจุดบกพร่องให้ได้ก่อน เพื่อจะประมวลปัญหาและหาวิธีแก้ไขปัญหา
เหมือนกับหมอและนักวิจัยที่พยายามค้นคว้าหาทางรักษาโรคที่เคยรักษาไม่ได้ จนรักษาได้
สำหรับฝ่ายความมั่นคง ควรต้องเรียนรู้ว่าการใช้วิธีแบ่งแยกประชาชน-สร้างศัตรู ไม่อาจรักษาความมั่นคงไว้ได้ มีแต่จะเป็นโรคที่รักษาไม่หายต่อไป