FootNote:แรงดันชาวพม่าลุกขึ้นสู้ เกรงว่าจะเหมือน “ไทย”
ปฏิกิริยาอันมาจากสหประชาชาติ ปฏิกิริยาอันมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ปฎิกิริยาอันมาจากบางชาติแห่งอาเซียน กำลังสำแดงบทบาทและความหมาย
เป็นความหมายต่อ”รัฐประหาร”อย่างมากด้วยเงื่อนงำของพม่า เป็นบทบาทที่ไม่เพียงแต่ทางความคิด หากขยายไปยังการเมือง
ท่าทีอันมาจากเลขาธิการสหประชาชาติคล้ายกับจะเป็นท่วงท่า อาการในเชิงการทูตอันปกคลุมด้วยอลังการแห่งภาษา กระนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้แปรไปยังคณะมนตรีความมั่นคงก็เริ่มมีผลทางการปฏิบัติ
ในเบื้องต้นประชาคมโลกประเมินว่าอาจถูกคัดค้านอย่างแข็งกร้าวจากพันธมิตรของพม่าอย่างรัสเซียและจีน เนื่องจากมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การทหารร่วมกัน
แต่แล้วจีนและรัสเซียก็มิได้ใช้สิทธิในแบบ “วีโต้” อันเท่ากับตีให้ตกไป ตรงกันข้าม ยอมรับให้มีการประชุมและกำหนดเป็น”มติร่วม” ออกมาโดยพุ่งเป้าไปยังการกระทำต่อ นางอองซาน ซูจี
ยิ่งการเคลื่อนไหวของมาเลเซียและอินโดนีเซียในนามแห่งอาเซียนยิ่งถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ในทางการเมือง
ถามว่าเหตุใดปฏิกิริยาในทางสากล ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน จึงออกมาในลักษณะที่ก้าวหน้าเมื่อเทียบกับการตัดสินใจในอดีต
คำตอบ 1 เพราะในสายตาของโลกเริ่มไม่ยอมรับกระบวนการรัฐประหารอย่างแจ้งชัดและเปิดเผย
ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารของไทยเมื่อเดือนกันยายน 2549 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็เริ่มมีการประท้วงและบอยคอตกว้างขวาง มากยิ่งขึ้น
กล่าวสำหรับพม่าเหตุผลของการกระทำต่อรัฐบาล นางอองซาน ซูจี ยิ่งไม่มีน้ำหนัก แม้จะอ้างรัฐธรรมนูญแต่ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ใครกำหนด แม้จะอ้างทุจริตเลือกตั้งก็เลื่อนลอยเป็นอย่างมาก
คำตอบ 1 เพราะปฏิกิริยาต่อต้านอันเกิดขึ้นในพม่าเอง
การลุกขึ้นมาอย่างกล้าหาญทั้งในแบบ”อารยะขัดขืน”และการคัดค้านอย่างตรงไปตรงมาถือได้ว่าสำคัญ
ความน่าสนใจอย่างที่สุดก็คือ คำขวัญอันดังกึกก้องในสังคมพม่าที่ว่า หากไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐประหาร พม่าก็จะตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในสังคมไทย
พลังแห่งการต่อสู้ของชาวพม่าที่กำลังขยายตัวเติบใหญ่จึงย้อน กลับมาเป็นบทเรียนให้กับสังคมไทยอย่างสูงยิ่งในทางการเมือง