คอลัมน์ บทบรรณาธิการ

อีกบทเรียน : ทุกคนคงรู้ว่า พ.ร.บ.โรคติดต่อ และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผลบังคับใช้อยู่ถึงวันนี้ และผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลก็คงรู้ดี

การชุมนุมแสดงออกทางการเมืองที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และต่อเนื่องยังพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. จึงเป็นเหตุการณ์ที่ยืนยันว่าความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองยังคงอยู่ ไม่ว่าโรคระบาดจะมาอีกกี่ระลอก

วิธีการที่รัฐบาลสั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังควบคุมฝูงชนอย่างเข้มงวด และแข็งกร้าว พิสูจน์ให้เห็นหลายครั้งและหลายรัฐบาลว่า ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น และไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งคลี่คลาย

เหตุการณ์วันที่ 13 ก.พ. ที่มีอาสาสมัครหน่วยแพทย์ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายเป็นอีกบทเรียนสำคัญ

ปฏิกิริยาจากประชาชนกลุ่มต่างๆ รวมถึงพรรคฝ่ายค้านที่มีต่อเจ้าหน้าที่ถึงการใช้กำลังสลายการชุมนุม บริเวณหน้าศาลฎีกาและบริเวณใกล้ท้องสนามหลวง ล้วนแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย

แถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบท ยกข้อกฎหมายสากล ว่าด้วยอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 2 ปีค.ศ. 1960 ระบุว่าการปฏิบัติการช่วยเหลือ ปฐมพยาบาล รักษา รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ ต้องได้รับความคุ้มครอง

การรุมทำร้ายอาสาสมัครหน่วยแพทย์ดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดกติการะหว่างประเทศ และละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนกลุ่มราษฎร แกนนำผู้ชุมนุม ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ และการจับกุมอย่างไม่เลือกหน้า

การหยิบยกข้อกฎหมายกลุ่มคนที่ขัดแย้งกับรัฐบาลมาต่อสู้และโต้แย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นอีกเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องตระหนักว่า มีเรื่องอื่นที่อยู่นอกเหนือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ส่วนรัฐบาลต้องตระหนักให้ได้ว่า ไม่มีประชาชนที่มีฐานะพออยู่ได้ อยู่ในวัยที่มีอนาคต มีครอบครัวที่ดี อยากเสี่ยงให้ตนเองทำผิดกฎหมาย เสี่ยง ออกมารวมตัวกัน เสี่ยงถูกเจ้าหน้าที่ใช้กำลัง จับกุมคุมขัง

ถ้าไม่มีความอัดอั้นตันใจที่ถูกละเลย หรือไม่มีอุดมการณ์ที่หวังให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ถ้าไม่เปิดการเจรจาพูดคุยอย่างจริงใจและตรงไปตรงมา สถานการณ์นี้จะจัดการยาก และอาจยากยิ่งกว่าโรคระบาด

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน