FootNote : ปัจจัยภายในพรรคร่วมรัฐบาล ชี้อนาคต ประยุทธ์ จันทร์โอชา
พลันที่มีการลงคะแนนไว้วางใจ ไม่ไว้วางใจ งดออกเสียง และไม่ลงคะแนนต่อ 10 รัฐมนตรี ที่ถูกยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจปรากฏในวันที่ 20 กุมภาพันธ์
คะแนนไว้วางใจ กับคะแนนไม่ไว้วางใจ บ่งบอกผลแพ้ชนะออกมาอย่างเด่นชัด
เท่ากับ ยืนยันว่าความขัดแย้งหลักระหว่าง 277 เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลกับ 206 เสียงที่พรรคร่วมฝ่ายค้านมีอยู่ในมือก็ยังคงดำรงอยู่อย่างมิอาจปฏิเสธได้
กระนั้น ภายในรายละเอียดยิบย่อยจากการลงคะแนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ที่สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้ง “ใหม่”ปะทุขึ้น
ไม่ว่าคะแนนไม่ไว้วางใจ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ที่มีมากถึง 215 พร้อมกับงดออกเสียง 8 ไม่ว่าคะแนนไม่ไว้วางใจ นายสุชาติ ชมกลิ่น ที่มีมากถึง 212 โดยงดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนน 1
ความขัดแย้งใหม่นี้แสดงให้เห็นเด่นชัดว่าเป็นความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ
ความขัดแย้ง “ภายใน” พรรคร่วมรัฐบาล สะท้อนไม่เพียงแต่จะเป็นความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ หากแต่ยังสะท้อนความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคอื่น
ความขัดแย้งเช่นนี้ถือได้ว่าดำรงอยู่ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562 มาแล้ว เพียงแต่มาแสดงออกในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เท่านั้น
ในกรณีของ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และในกรณีของ นายสุชาติ ชมกลิ่น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจภายในพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นรูปธรรม
ในกรณีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของบางส่วนภายในพรรคพลังประชารัฐที่มีต่อ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ แห่งพรรคภูมิใจไทยอย่างตรงตัว
นี่คือ “มูลเชื้อ”อันทรงความหมายและจะร้อนแรงทางการเมือง
นี่คือแรงผลักดันอย่างสำคัญและทรงความหมายที่จะนำไปสู่การปรับครม.อย่างเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอาจมีแรงกระแทกมาจากปัจจัยภายนอก ตัวอย่างหนึ่งก็คือ การกระแทกอย่างรุนแรงจากญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ
กระนั้น ผลสะเทือนอย่างแท้จริงย่อมมาจาก”ภายใน”ของรัฐบาล มาจากการกดดันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน