FootNote มูลฐาน ความขัดแย้ง 2 ลุง อยู่ที่ เก้าอี้ นายกรัฐมนตรี
มีคำยืนยันอย่างหนักแน่น ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างทั้ง 2
รู้จักกันมา หนุนหช่วย โอบประคองตั้งแต่ยังเป็นนายร้อย กระทั่งพลเอก เป็นสายสัมพันธ์ที่ “ฟอร์เอฟเวอร์” ไม่แปรเปลี่ยน
กระนั้น เมื่อประสบกับคำถามที่ว่าทำไมจึงต้องแยกตัวออกจากพรรคพลังประชารัฐ ทำไมจึงต้องจัดตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติขึ้นมาอีกต่างหาก
คำตอบที่ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่า พล.อ.ประ ยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันอย่างหนักแน่นก็คือ เป็นเหตุผลในทางการเมือง
จึงไม่เพียงแต่เรื่องการเมืองจะทำให้เกิดคำถามต่อ 1 ความ สัมพันธ์เดิมระหว่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากแต่ 1 ยังเป็นพันธกิจใหม่
เป็นพันธกิจใหม่ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐจะต้องรับผิดชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ต้องรับผิดชอบพันธกิจใหม่กับ “พรรคการเมือง” นี้เองคือ ตัวแปรสำคัญ
กล่าวสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอนที่ดำรงอยู่ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ อาจไม่ต้องขยับขับเคลื่อนอะไรมากนักเพียงขึ้นเวทีปราศรัยครั้งเดียว
เนื่องจากทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทั้งสิ้น ไม่ว่า “ก่อน” เลือกตั้ง ไม่ว่า “หลัง” เลือกตั้ง
แต่เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติก็ไม่เพียงแต่จะต้องเปิดตัวอย่างเอิกเกริกใช้งบประมาณหลายสิบล้านบาท หากแตยังต้องเดินสายปราศรัยเวทีแล้วเวทีเล่า
เพราะว่าภารธุระที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำหนดก็คือต้องการ “ไปต่อ” ในทางการเมือง ต้องการดำรงสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ต่อไป นี่ย่อมขัดแย้งกับความต้องการของนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ชัดเจน
ไม่ว่าการเกิดขึ้นของพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ว่าคำประกาศที่จะเดินหน้าไปสู่ความเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 คือปัจจัยใหม่ เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิด “ปฏิบัติการ” อย่างจริงจังทางการเมือง
เป็นปฏิบัติการที่จะสร้างคะแนนและความนิยมและอาศัยคะ แนนและความนิยมมาเป็นกระดานหกไปสู่เป้าหมาย นี่คือความขัดแย้งที่เติบใหญ่และกลายเป็นกระแสหลัก