FootNote:บทบาท เครียด “วิป” รัฐบาล กรณีก้าวไกล ขับ “หมออ๋อง”
บทบาทของ นายอดิศร เพียงเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมการ ประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กำลังได้รับความสนใจอย่างเป็นพิเศษจากกรณี “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1”
เป็นความสนใจว่าเป็นไปตาม “มติ” ของพรรคเพื่อไทย หรือว่าเป็นตามความสนใจจำเพาะของ “ประธานวิป”
แม้ว่า “รอยร้าว” อันเกิดขึ้นระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ยังดำรงอยู่ตั้งแต่มีการเสนอชื่อ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา เข้าเป็นคู่ชิงตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” จะยังมีอยู่
มีอยู่จากการที่ในที่สุดการตัดสินใจร่วมระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล คือการเสนอชื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติ เป็นทางออก
ขณะเดียวกัน พรรคก้าวไกลและนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ก็ยินยอมละจากตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” มาเป็น “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1”
กระนั้น เมื่อถึงทางเลือกใหม่ที่พรรคก้าวไกลจำเป็นต้องตัดสินใจต่อตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
อันขัดต่อเจตจำนงของ “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1”
เหตุใด “ประเด็น” นี้จึงกลายเป็น “ปัญหา” ของ “วิปรัฐบาล”
จากข้อเท็จจริงอันได้รับการยืนยันจาก นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส.คนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย ระบุว่าภายในพรรคเพื่อไทยไม่เคยมีการยกเรื่องนี้มาเป็น “วาระ”
ที่สำคัญก็คือ พรรคเพื่อไทยไม่เคยมี “มติ” แต่อย่างใดในการตัดสินใจของพรรคก้าวไกล หรือของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา
ทำให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าที่กรณีของพรรคก้าวไกล กรณีของ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา กลายเป็น “ประเด็น” มีจุดเริ่มต้นมาจาก นายอดิศร เพียงเกษ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล
ขณะเดียวกัน หากศึกษาบทบาทของ “วิปรัฐบาล” อย่างหยั่งไปยังรายละเอียด ก็จะเห็นความกระตือรือร้นอันมาจากพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างเป็นด้านหลัก
ชวนให้คิดได้ว่าความคิดของประธานวิปรัฐบาลอาจจะเชื่อมสัมพันธ์อยู่กับความคิดของวิปจากพรรครวมไทยสร้างชาติ
ความเห็นของประธานวิปรัฐบาลมีจุดเริ่มต้นมาจากข้อเสนอ ที่จะเป็นญัตติต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แล้วแปรเป็นมติที่จะพัฒนาไปสู่การยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระและศาล
เพื่อจัดการกับพรรคก้าวไกล และนายปดิพัทธ์ สันติภาดา
จุดร้อนแรงอยู่ที่สังคมเริ่มเห็นว่าความเดือดร้อนของวิปรัฐบาล อาจขัดกับท่าทีโดยพื้นฐานของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีบทเรียนจากการยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน
การเสนอพรรคก้าวไกลเข้าสู่วัฎจักรเดียวกันกับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จึงก่อให้เกิดคำถาม
นี่คือบทเรียนอันแฝงความเจ็บปวดยิ่งของพรรคเพื่อไทย