กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับสำนักงานกสทช. ปปง. และสมาคมธนาคารไทย แถลงมาตรการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การตรวจสอบและปราบปรามบัญชีธนาคารที่ถูกเปิดขึ้นเพื่อใช้ทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือบัญชีม้า ที่แก๊งมิจฉาชีพจ้างให้คนอื่นเปิดบัญชีแทน สำหรับใช้ในการรับและโอนเงินในชื่อคนอื่น เพื่อที่จะสืบสวนไปไม่ถึงตัวผู้กระทำความผิด
โดยเฉพาะการตรวจสอบคัดกรองโมบายแบงกิ้ง บัญชีเงินฝากธนาคารออนไลน์ที่ให้บริการผ่าน แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ตโฟน ที่หมายเลขโทรศัพท์ และซิมการ์ด ที่ผูกกับบัญชีธนาคารต้องตรงกัน
ขณะนี้เริ่มตรวจสอบแล้ว โดยกระทรวงดิจิทัลฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดใช้เวลา 120 วัน แล้วเสร็จในเดือนต.ค.2567
จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า ปัจจุบันมีรายชื่อลงทะเบียนใช้งานหมายเลขโทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชีธนาคารโมบายแบงกิ้ง มากถึง 106 ล้านหมายเลข
หากตรวจสอบพบว่ารายชื่อไม่ตรงกับโมบายแบงกิ้ง บุคคลผู้นั้นสามารถแสดงหลักฐาน เพื่อยืนยันตัวตนผ่านศูนย์บริการของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใช้บริการอยู่
ขณะนี้มีถึง 30 ล้านบัญชีโมบายแบงกิ้งที่ซิมการ์ดหมายเลขโทรศัพท์ไม่ตรงกัน กระทรวงดิจิทัลฯ จึงเปิดให้เจ้าของบัญชีกลุ่มดังกล่าวไปลงทะเบียนให้ตรงกัน โดยให้เวลาถึงวันที่ 13 ก.ค.
พร้อมทั้งกำหนดมาตรการและเงื่อนไขการเปิดบัญชีใหม่ เพื่อป้องกันการนำไปกระทำความผิด เพิ่มกระบวนการพิสูจน์ทราบ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ต้องตรวจสอบให้เคร่งครัดมากขึ้น
นับเป็นมาตรการที่ดี ในการที่รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นเจ้าภาพนำหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งปราบปรามบัญชีม้า เครื่องมือสำคัญหนึ่งของแก๊งอาชญากรรมออนไลน์
ปัจจุบันสร้างความเดือดร้อน และคุกคามการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างหนัก เพราะเข้าถึงได้ ทุกคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟน หลายรายสูญเสียเงินทองจำนวนมาก และไม่น้อยนำไปสู่การตัดสินใจจบชีวิตเพราะความเครียด
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐจะออกมาตรการตรวจสอบและควบคุมเข้มงวด โดยเฉพาะการลงทะเบียน บัญชีโมบายแบงกิ้งกับซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือต้องตรงกันนั้น
สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องกระทำได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอน ไม่ยุ่งยากมากนัก และการตรวจสอบนั้นต้องไม่กระทบต่อสิทธิต่างๆ ด้วย