มีเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการเจรจาพูดคุยสันติภาพ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
โดยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพื้นที่ต.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี นำตัววัยรุ่น 3 คนไปตรวจเก็บสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ
ต่อมาเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยุติการกระทำ เพราะอาจเป็นการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
ที่สำคัญคือจะกลายเป็นความหวาดระแวงระหว่างประชาชนในพื้นที่กับเจ้าหน้าที่รัฐ และอาจกลายเป็นเงื่อนไขบานปลาย
ขณะเดียวกันก็เหตุวางระเบิดคาร์บอมบ์หน้าแฟลตตำรวจ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นครูผู้หญิงโรงเรียนตาดีกา มีผู้บาดเจ็บทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รวมกว่า 20 ราย
กรณีผู้เสียชีวิตเป็นครูสอนศาสนา และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า หรือเดินผ่านไปมา ถือเป็นกลุ่มเปราะบางและอ่อนแอ ที่ไม่ควรต้องมาสูญเสีย เพราะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายในการโจมตี
หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 1 ราย ทำงานอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีภรรยาและลูกพี่ลูกน้องที่มีความเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาคดีก่อเหตุรุนแรง
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร พร้อมกับการปรับเปลี่ยน และเพิ่มการเฝ้าระวังป้องกันพื้นที่ล่อแหลมต่างๆ
ทั้งการนำตัวประชาชนไปตรวจเก็บดีเอ็นเอ และเหตุระเบิดสะเทือนขวัญ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สะท้อนว่ากระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนภาคใต้ยังคงไม่แน่นอน
ที่ผ่านมารัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาไฟใต้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนบุคคลทำงานในพื้นที่ การแต่งตั้งพลเรือนเป็นหัวหน้าคณะเจรจา หรือการปรับใช้นโนบายด้านเศรษฐกิจนำความมั่นคง เป็นต้น
แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็ยังไม่นิ่ง โดยเฉพาะกระบวนการเจรจาคืบหน้าไปถึงไหน หรืออาจจะต้องปรับแก้ใหม่ หรือมีความไม่ลงรอยกันในระดับผู้ปฏิบัติหรือไม่
หวังว่าผู้เกี่ยวข้องจะนำไปขบคิด และเร่งเดินหน้ากระบวนการสร้างสันติภาพให้มากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้