นายกรัฐมนตรีประชุมหัวหน้าและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อหารือเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือ ความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อปี 2544
การหารือดังกล่าวเนื่องจากมีความเคลื่อนไหวของบางกลุ่ม ทักท้วงหวั่นเกรงจะสูญเสียดินแดน โดยนายกฯ ยืนยันเกาะกูด จ.ตราด เป็นของประเทศไทย และกัมพูชาก็รับรู้เหมือนกันตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส
นายกฯ ชี้แจงว่าสำหรับเนื้อหาเอ็มโอยูเป็นการตกลงกันว่าจะเจรจากันระหว่างประเทศอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์จากแหล่งปิโตรเลียมบริเวณพื้นที่ทับซ้อนของ 2 ประเทศ และหากไทยยกเลิกเอ็มโอยูก็จะถูกประเทศคู่สัญญาฟ้องร้อง
ดังนั้น จากการหารือกันพรรคร่วมรัฐบาลต่างเห็นด้วยที่จะเดินหน้าเจรจากับกัมพูชา เพื่อพัฒนาพื้นที่ และแบ่งปันประโยชน์ร่วมกัน
สําหรับที่มาเอ็มโอยู 2544 นั้น รัฐบาลชี้แจงว่า เกิดขึ้นจากการประกาศไหล่ทวีปเมื่อปี 2515 กัมพูชาประกาศใกล้เขตแดนไทย ต่อมาปี 2516 ไทยก็ประกาศใกล้เขตแดนกัมพูชา จึงทำให้มีพื้นที่ทับซ้อน
เมื่อมีพื้นที่ทับซ้อนกัน โดยปกติหลายประเทศจะใช้วิธีเจรจา เช่น ตั้งคณะกรรมการเข้ามาพูดคุยระหว่างกัน ซึ่งกรณีเอ็มโอยู 2544 จึงเป็นข้อตกลงที่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาหาทางออกร่วมกัน
เนื่องจากจุดที่ทับซ้อนกันใต้ทะเลนั้น ประเมินว่ามีแหล่งก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล และแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ รวมแล้วมีมูลค่าถึง 10 ล้านล้านบาท
หากนำมาใช้ประโยชน์ย่อมส่งผลดีต่อ 2 ประเทศ เช่น ความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว ลดต้นทุนพลังงาน และค่าไฟฟ้าจะถูกลง
อย่างไรก็ตาม มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มอำนาจเก่าที่สูญเสียอำนาจ และกลุ่มอนุรักษนิยมทางการเมืองที่ปรับตัวไม่ทันกับยุคสมัย พยายามเคลื่อนไหวต่อต้าน โดยอ้างถึงการสูญเสียดินแดน
ดังนั้น การที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลนำเรื่องเอ็มโอยู 2544 การพัฒนาร่วมกันมาหารือ แล้วอธิบายชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ให้กระจ่างชัดต่อสังคม ย่อมเป็นเรื่องดีที่จะช่วยคลี่คลายความพยายามปลุกปั่น จนเกินเลยขอบเขตข้อเท็จจริง
ในปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก การเปิดรับข้อเท็จจริง ข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลรวดเร็ว ส่งผลให้ความคิดอ่านของผู้คนเปลี่ยนไปมาก ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ถ้ารัฐบาลหมั่นชี้แจงอธิบายเรื่องนี้ต่อสังคม เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ย่อมแยกแยะได้ อย่างไหนคือการปลุกปั่น อย่างไหนคือโอกาส และผลประโยชน์ประเทศ