สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ แถลงรายงานภาวะสังคมไทย ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ในส่วนของภาคแรงงานไทย ระบุ อัตราว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.02 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.99 ในไตรมาสก่อนหน้า
โดยมีผู้ว่างงานเฉลี่ย 4.14 แสนคน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับอุดมศึกษา มัธยมปลายและมัธยมต้น ตามลำดับ
นอกจากนี้ผู้ว่างงานระยะยาว 1 ปีขึ้นไป มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 16.2 หรือ 8.1 หมื่นคน ร้อยละ 65 ระบุสาเหตุว่าหางานไม่ได้ ขณะที่ร้อยละ 71.3 ไม่เคยทำงานมาก่อน ในจำนวนนี้เกือบ 3 ใน 4 อยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี
ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการว่างงานโดยเฉพาะของนิสิตนักศึกษา ว่ามาจากหลายสาเหตุด้วยกัน
นักวิชาการด้านการศึกษาชี้ว่า ปัจจัยมีทั้งเศรษฐกิจที่ซบเซา ตลาดแรงงานไม่มีการจ้างงาน เป็นผลต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ละองค์กรพยายามลดค่าใช้จ่าย จ้างงานน้อยลง
การเรียนจบสาขาที่ไม่สอดคล้องตลาดแรงงาน มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตตามหลักสูตร โดยไม่ได้ติดตามเชื่อมโยงกับตลาดแรงงานที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผลิตบัณฑิตที่ก้าวไม่ทันตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป
ส่วนนี้ จึงเป็นหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง ซึ่งบางแห่งดำเนินการแล้วคือ การสำรวจการมีงานทำของนิสิตนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาสู่การปรับปรุงหลักสูตรและพัฒนาทักษะ
ให้สอดคล้องตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ
ประกอบเข้ากับในส่วนของรัฐบาล ต้องออกนโยบายที่เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา กับภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหา อาทิ ออกนโยบายให้มีการจ้างงานบัณฑิตระยะสั้น 6 เดือนถึง 1 ปี
จัดตลาดนัดแรงงานอุดมศึกษาเพื่อเป็นตัวเชื่อม นำบัณฑิตที่จบการศึกษากับผู้ที่ต้องการแรงงานให้เข้ามาพบกัน นำไปสู่การจ้างงานและการได้งานที่ตรงความต้องการ
เนื่องจากปัจจุบันพบว่า มีผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ต้องการแรงงานรวมแล้วหลายพันตำแหน่ง แต่ไม่รู้จะไปหาแรงงานบัณฑิตจบใหม่จากแหล่งใด ขณะที่บัณฑิตจบใหม่ก็ไม่รู้ถึงแหล่งตลาดที่ต้องการแรงงาน
ดังนั้น รัฐจึงควรทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการนำสองฝ่ายมาพบกัน นำไปสู่การจ้างงานและการได้งานตรงความต้องการซึ่งจะช่วยลดการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ลงได้