สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ กลับมาทวีความรุนแรงอีกในห้วงนี้ นำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตเจ้าหน้าที่ และประชาชนอีกจำนวนมากได้รับผลกระทบ
โดยเฉพาะกรณีกลุ่มคนร้ายบุกโจมตีจุดตรวจที่ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย และประชาชนบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง
จากเหตุดังกล่าวนำไปสู่การยกระดับบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่ว จ.นราธิวาส เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น จับกุม กักขัง และใช้อาวุธตอบโต้ เป็นต้น
การยกระดับกฎอัยการศึก ก็เพื่อนำไปสู่การจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่ในอีกด้านหนึ่งต้องบังคับใช้อย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง จะต้องไม่บานปลายไปสู่ผู้ไม่เกี่ยวข้อง
ต่อเหตุการณ์นี้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ระบุได้หารือถึงแนวทางการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก พร้อมยืนยันให้จับกุมผู้ก่อเหตุมาให้ได้
นอกจากนี้ พล.ท.อดุลย์ยังระบุถึงการแก้ปัญหาระยะยาว โดยมองว่าเป็นคนไทยที่มีความเห็นแตกต่าง จะต้องมาพูดคุยกัน อีกทั้งในบทบาทและในฐานะรมว.กลาโหม จะต้องไม่พูดอะไรที่เป็นการยกระดับ หรือเติมเชื้อไฟ
เช่นเดียวกับ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมระบุถึงการพูดคุยกับกลุ่มเห็นต่างว่า จะต้องดำรงต่อไป ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อกลุ่มคนที่ยังใช้ความรุนแรง
นับเป็นท่าทีที่น่าคิดต่อมุมมองชายแดนภาคใต้ ของบุคคลระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแก้ปัญหา
พื้นที่ จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.นราธิวาส และบางส่วน จ.สงขลา นั้น รัฐไทยส่วนกลางมองว่าเป็นปัญหามายาวนานตั้งแต่อดีตกาลในยุคที่บริเวณเหล่านี้เป็นหัวเมือง
ก่อนมาปะทุหนักตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนค่ายทหาร เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2547 และเรื่อยมาจนถึงขณะนี้ นอกจากการสูญเสียเจ้าหน้าที่และประชาชนจำนวนมากแล้ว ยังต้องสิ้นเปลืองงบประมาณสำหรับการแก้ปัญหาด้วย
ในที่สุดภาครัฐและสังคมส่วนใหญ่ต่างก็ได้ข้อสรุปหนึ่ง การจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างถาวรนั้น ไม่ใช่แค่การปราบปราม แต่ต้องใช้การพูดคุยเป็นสำคัญ และก็เกือบทำสำเร็จมาแล้ว หากไม่เกิดรัฐประหาร 22 พ.ค.2557
ล่วงมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ก็มีความตั้งใจจะยุติปัญหานี้ ด้วยการจัดตั้งคณะพูดคุย โดยยืนยันมีความคืบหน้าไปมาก แต่การที่กลับมาเกิดเหตุรุนแรงอีกครั้ง แสดงว่าการพูดคุยยังติดขัดอะไรหรือไม่ รวมทั้งได้ตระหนักถึงความหลากหลาย และอัตลักษณ์ในพื้นที่เพียงพอแล้วหรือยัง