นับเป็นมาตรการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากที่สุดหลังประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19

จากกรณีรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยกลุ่มสินเชื่อบ้าน รถยนต์/รถจักรยานยนต์ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ด้วยรูปแบบการช่วยเหลือและเงื่อนไขการพักชำระดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี เพื่อลดภาระการผ่อนชำระค่างวด โดยค่างวดที่ชำระจะนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด เพื่อให้ลูกหนี้สามารถรักษาสินทรัพย์บ้าน รถ และกิจการของตนเองไว้ได้ในยามยากลำบาก ปิดหนี้ได้ไว และเดินหน้าต่อได้เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น

มาตรการนี้คาดว่าจะสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ราว 1.9 ล้านราย หรือ 2.1 ล้านบัญชี วงเงินรวม 8.9 แสนล้านบาท

ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 3 เดือนก่อน นายกรัฐมนตรีระบุถึงปัญหาความท้าทายของประเทศไทย 9 ประการด้วยกัน ความท้าทายที่ถูกจัดไว้ประการแรก คือ ความท้าทายของชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย

โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินครัวเรือน ซึ่งขณะนี้มีมูลค่ากว่า 16 ล้านล้านบาท หรือมากกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ขณะที่สัดส่วนหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) มีแนวโน้มสูงขึ้น

นอกจากนี้ นโยบายผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้เอสเอ็มอี ยังถูกบรรจุไว้ในนโยบายเร่งด่วนลำดับแรกของรัฐบาลชุดนี้อีกด้วย

การมีหนี้ครัวเรือนระดับสูง นอกจากกระทบต่อเสถียรภาพการเงิน หากสูงต่อเนื่องและสูงเกินไปยังเป็นตัวบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

การดูแลหนี้ครัวเรือนให้อยู่ในระดับเหมาะสม ให้ประชาชนดำรงชีวิตอยู่ได้ในสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี หรือหากก่อนี้เกินตัวโดยไม่ตั้งใจ

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย 3 กลุ่มที่รัฐบาลคลอดออกมาล่าสุด คือช่องหายใจช่วยให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย พ้นจากวิกฤตหนี้สินที่เผชิญอยู่ไปได้

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะบรรลุผลได้ต้องอาศัยความร่วมมือช่วยเหลือกัน 3 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ ธนาคาร และที่สำคัญคือลูกหนี้ ต้องไม่ก่อหนี้เพิ่มในระยะนี้ เพื่อที่เมื่อผ่าน 3 ปีไปแล้ว

ชีวิตจะสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยไม่ถูกถ่วงรั้งจากหนี้สินเกินตัว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน