ช่วงท้ายปลายปี สื่อมวลชนทั้งระดับประเทศและระหว่างประเทศทยอยประกาศผลการจัดอันดับข่าวเด่น บุคคลดังในสาขาต่างๆ เพื่อสรุปภาพรวมสถานการณ์โลก
เช่น
นิตยสารฟอร์บส์ สหรัฐอเมริกา
จัดให้ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย วัย 38 ปี ติดอยู่ในอันดับ 29 ของ 100 สตรีผู้ทรงอิทธิพลของโลกในปี 2024
ส่วน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกจากนิตยสารไทม์ สหรัฐ ให้เป็นบุคคลแห่งปี 2024 หลังจากกลับมาเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในวัย 78 ปี
การกลับมาสู่อำนาจบริหารของทรัมป์ทำให้คนในภาคธุรกิจและการเมืองหลายประเทศวิตกไม่น้อย จากนโยบายหาเสียงที่ทรัมป์จะจัดการกับประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ
ซึ่งประเทศไทยรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
การรับมือความท้าทายนี้เป็นงานใหญ่ในปีหน้าของนายกฯ หญิงไทย วัย 38 ปี
นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ปรึกษาไม่เป็นทางการของนายกฯ แพทองธาร กล่าวเรื่องนี้ในการสัมมนาใหญ่พรรคเพื่อไทยที่หัวหิน ว่ารัฐบาลต้องเตรียมการให้ดีหากรัฐบาลสหรัฐขึ้นภาษีสินค้าไทย
นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ศึกษาเรื่องเงินคริปโตที่มีออกมาหลายสกุล และเป็นไปได้ที่จะมีสกุลเงินมากกว่าจำนวนประเทศ
คำแนะนำนี้เป็นเหมือนอีกหลายๆ เรื่องที่ตอกย้ำว่า คนไทยต้องคิดและรู้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะมาถึง
ไม่เฉพาะกับรัฐบาล หากรวมถึงข้าราชการ เอกชนและประชาชนทั่วไป เพื่อทำให้ไม่ตกขบวนโลก และไม่เสียเปรียบในการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ
หากพิจารณาถึงการออกข่าวของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะส่งบัตรเชิญผู้นำจีน สี จิ้นผิง เป็นแขกในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีต้นปีหน้า แสดงให้เห็นว่า หนทางการเจรจาต่อรองยังเปิดอยู่เสมอ
แม้ทรัมป์จะเคยขู่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนอย่างสาหัส หรือเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 ย่อมเป็นเรื่องที่จีนไม่เห็นด้วย และเตือนว่าจะไม่มีใครชนะในสงครามการค้า การตอบโต้เช่นนี้ส่งสัญญาณว่า จีนเองก็พร้อมเจรจาเพื่อหาทางเลี่ยงเส้นทางที่ไม่มีใครต้องการ
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ว่าในปี 2025 หรือพ.ศ.2568 จะเป็นที่แห่งการต่อรองที่เคร่งเครียดและต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งไทยเองก็อาจร่วมอยู่ในการเจรจาต่อรองนี้ด้วย
การที่ไทยมีผู้นำหญิงที่ทรงอิทธิพลอันดับ 29 ของโลก และอายุน้อยกว่าผู้นำสหรัฐ 40 ปีอยู่ในสนามการค้าระหว่างประเทศปีหน้า จึงเป็นเรื่องท้ายทายและน่าติดตามอย่างยิ่ง