ผ่านมากว่า 20 วัน กรณีเรือรบทหารเมียนมาจับกุม 4 ลูกเรือชาวไทยพร้อมลูกเรือชาวเมียนมา 28 คน ยึดเรือประมงไว้ที่เกาะย่านเชือก เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ขณะกำลังรุกล้ำทำประมงในพื้นที่ทับซ้อน

ต่อมาศาลจังหวัดเกาะสอง ตัดสินจำคุกเจ้าของเรือเป็นเวลา 6 ปี ส่วนลูกเรือไทย 3 คน สั่งจำคุกคนละ 4 ปี ในข้อหาลักลอบทำประมงในน่านน้ำประเทศเมียนมาโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาลักลอบเข้าประเทศ

เป็นการตัดสินตามอัตราโทษต่ำสุด เพื่อให้จบกระบวนการทางยุติธรรม โดยคาดการณ์ว่าทางการเมียนมาจะอภัยโทษ ปล่อยตัวลูกเรือชาวไทยทั้ง 4 คนในวันชาติเมียนมา วันที่ 4 มกราคม 2568

กรณีดังกล่าวถูกพรรคฝ่ายค้านในไทยหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร รวมถึงรัฐมนตรีกลาโหม และรัฐมนตรีต่างประเทศ

กล่าวหารัฐบาลอ่อนแอ ขาดความกระตือรือร้น ไม่กล้าตอบโต้ทางการเมียนมา เพื่อให้ปล่อยตัวลูกเรือชาวไทยทั้ง 4 คนกลับสู่มาตุภูมิโดยเร็ว ทั้งยังเพิกเฉยต่อข้อสงสัยฝ่ายค้านที่ว่าทัพเรือเมียนมาใช้ความรุนแรงกับเรือประมงไทยเกินกว่าเหตุหรือไม่

แม้จะเป็นการทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในการบริหารประเทศ รวมถึงการปกป้องคุ้มภัย แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนคนไทยทุกสาขาอาชีพ

แต่กรณีนี้ทุกฝ่ายไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน จำเป็นต้องแก้ไขอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีชะตากรรม 4 คนไทยเป็นเดิมพัน

ข้อชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ คือ เรื่องนี้ควรพิจารณาต้นเหตุ เมื่อมีการทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมาไทยก็จับกุมลูกเรือต่างชาติที่รุกล้ำน่านน้ำไทยอย่างผิดกฎหมาย ส่งศาลพิพากษาจำคุกเช่นเดียวกัน

ดังนั้น ถ้าคิดมุมกลับกัน หากประเทศต้นทางลูกเรือที่กระทำผิดกฎหมาย เคลื่อนไหวกดดันให้ไทยต้องปล่อยตัวผู้กระทำผิด คำถามคือไทยจะยอมหรือไม่

ทางออกเรื่องนี้ที่ไม่ก้าวร้าวคือ วิธีการทางการทูต ที่ต้องทำแบบเงียบๆ ไม่มีการออกข่าวเชิงดราม่า เพื่อหวังผลทางการเมืองกดดันทางการทั้งสองประเทศผ่านสื่อ ข้อสำคัญที่สุด ทุกฝ่ายการเมืองต้องเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ รู้วิธีแก้อย่างถูกต้อง รอบคอบ รอบด้าน ไม่ก้าวร้าว ไม่มองมุมเดียว

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่ออิสรภาพ 4 ลูกเรือประมงไทยด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน