รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวในงานสัมมนา ISAN NEXT : พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก ระบุการจะพลิกฟื้นภาคอีสานนั้นจะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินด้วย
ก่อนที่จะเดินไปข้างหน้านั้นจะต้องบริหารจัดการหนี้สินเรื้อรังที่มีอยู่เดิมให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด คือการทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต เพื่อเพิ่มรายได้ของประชากร
ขณะนี้เศรษฐกิจประเทศอยู่ที่ 19 ล้านล้านบาท และกำลังวิ่งไปสู่ 20 ล้านล้านบาท แต่ที่ภาคอีสานมีรายได้เพียง 1.9 ล้านล้านบาท หรือแค่ 9-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ หรือจีดีพี
ส่วนหนึ่งของการพลิกฟื้นภาคอีสานคือจัดการปัญหาหนี้สิน พัฒนาระบบสาธารณูปโภค การสร้างรายได้ ให้หมุนเวียนอยู่ในภูมิภาคโดยให้ถูกดูดไปน้อยที่สุด
ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุภาคอีสานสร้างรายได้คิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศที่ 1.7 ล้านล้านบาท โดยประเทศไทยมีรายได้ปี 2565 ที่ 17 ล้านล้านบาท
รายได้จำนวน 10% ของจีดีพีมาจากคนอีสานจำนวน 21 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน โดย 30% อยู่ที่ภาคอีสาน สร้างรายได้ให้ประเทศคิดเป็น 10 บาทจาก 100 บาท
เป็นตัวช่วยผลักดันจีดีพีอีกปัจจัย แต่เนื่องจากมีประชากรเป็นจำนวนมากทำให้รายได้ต่อหัวอยู่ในระดับเกือบต่ำสุดเมื่อเทียบกับรายได้ต่อหัวของประชากรภาคอื่นๆ ในประเทศ
จากตัวเลขดังกล่าว พบว่าประชากรภาคอีสานมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่ 95,000 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่ประเทศอยู่ที่ประมาณ 240,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งๆ ที่มูนมัง หรือทรัพยากรต่างๆ กระจายอยู่ทุกจังหวัด
ศักยภาพภาคอีสานในโอกาสนี้คือการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญของประเทศ ศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
รวมถึงการค้าด่านชายแดนที่เชื่อมต่อสามารถไปลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีน อีกทั้งมีแหล่งและสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีมูลค่า
ส่วนสถาบันการศึกษาที่มีอยู่แล้วทั้งระดับอาชีวศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษาที่มีอยู่ทั่วทั้ง 20 จังหวัด ต้องสนับสนุนการพัฒนาทุกด้านอย่างเต็มความสามารถทั้งองค์ความรู้และปฏิบัติวิธี
การระดมสมอง แบ่งปันข้อมูล เปิดเผยตัวเลขต่างๆ ในเวทีสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นก้าวใหญ่ที่ต้องสรุปรวมเป็นนโยบายประเทศหรือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศโดยรวม