ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูทำนาปี ที่ปกติจะเริ่มราวเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ขึ้นอยู่กับปริมาณฝน จากนั้น 3 เดือนข้าวที่ปักดำหว่านไถเอาไว้ จะสุกเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว สู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ
ภายใต้นโยบายปลดล็อกทุนผูกขาด โดยเฉพาะข้าว รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรชาวนา และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี สามารถส่งออกข้าวไปทั่วโลกได้เอง
ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบการค้าข้าวขึ้นใหม่ สาระสำคัญเป็นการปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตประกอบการค้าข้าว
โดยปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าวประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ
อัตราค่าธรรมเนียมฉบับปรับปรุงใหม่นี้ สำหรับผู้ส่งออกทั่วไป เดิมฉบับละ 50,000 บาท และไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียน แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
ประเภททุนจดทะเบียน 5-10 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมฉบับละ 10,000 บาท ประเภททุนจดทะเบียนมากกว่า 10-20 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมฉบับละ 30,000 บาท และประเภททุนจดทะเบียนมากกว่า 20 ล้านบาท ฉบับละ 50,000 บาท ผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ฉบับละ 10,000 บาท จากเดิมฉบับละ 20,000 บาท
นอกจากนี้ ยังยกเว้นค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตและค่าธรรมเนียมการต่ออายุหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าว ประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศที่เป็นผู้ส่งออกทั่วไปหรือผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ
ที่เป็นเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ซึ่งจดทะเบียนรับรองไว้กับหน่วยงานราชการด้วย
ผลจากปลดล็อกการผูกขาดจะทำให้เกษตรกรชาวนาไทย ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผู้ประกอบการค้าข้าวรายใหญ่เท่านั้น ที่จะส่งออกข้าวไปขายยังต่างประเทศ ถือเป็นการปลดล็อกการค้าขายในโลกเสรี
ทั้งเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวนาไทยให้มีความมั่นคงยั่งยืนมากขึ้น
การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว เป็นการปฏิรูปวงการส่งออกข้าวไทย ช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถแข่งขันส่งออกข้าวไปตลาดข้าวโลกได้ สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน นับเป็นประโยชน์อย่างมากต่อชาวนาไทย
ถึงกระนั้น ข้าวเป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ ยังมีอุตสาหกรรมพืชผลการเกษตรและสินค้าอื่นอีกหลายชนิดในทุกขนาดการผลิต ที่รัฐบาลต้องเร่งปลดล็อกผูกขาด เพื่อกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจในโลกเสรีให้ถึงมือประชาชนทุกคน