นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ระบุถึงความคืบหน้าโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน ซึ่งเป็นปัญหาคาราคาซังไม่เป็นที่ยุติ
โดยยืนยันว่าจากการสอบถามไปยังประเทศเยอรมนี ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถขายเครื่องยนต์เรือดำน้ำให้แก่ประเทศจีนผู้ผลิตได้ เนื่องจากเป็นสมาชิกนาโตและสภายุโรป มีข้อห้ามส่งยุทโธปกรณ์ให้จีน
ดังนั้นจึงมี 2 ทางเลือก คือยกเลิก แต่เงินที่จ่ายไป 8,000 ล้านบาท จะไม่ได้คืน กับไปต่อ ซึ่งไทยจะได้รับเรือดำน้ำใช้เครื่องยนต์ที่จีนผลิตเอง แต่ทั้งนี้ต้องดูเรื่องความปลอดภัย และสัญญาให้ชัดเจน
นายภูมิธรรมระบุว่า คาดสิ้นเดือนพ.ค. หรือต้นเดือนมิ.ย.2568 จะตัดสินใจ พร้อมทั้งจะชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ
การจัดซื้อเรือดำน้ำจีนเกิดขึ้นในยุครัฐบาลหลังรัฐประหาร 2557 อนุมัติวงเงิน 36,000 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อ 2 ลำ แถม 1 ลำ ภายใต้ข้อตกลงแบบรัฐต่อรัฐ
รัฐบาลขณะนั้นให้เหตุผลเพื่อยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางทะเล และความปลอดภัยประเทศ อย่างไรก็ตาม เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง โดยเฉพาะความสิ้นเปลืองงบประมาณ ซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชน
ไม่เท่านั้น หลังจากตกลงตามสัญญาแล้ว ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาส่งมอบเรือลำแรก กลับทำไม่ได้ เนื่องจากติดขัดเรื่องเครื่องยนต์ที่เยอรมนีไม่ขายให้จีน และจีนขอแก้ไขสัญญาใช้เครื่องยนต์ที่จีนผลิตเอง
จึงเกิดข้อกังวลถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพ กลายเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้ข้อยุติ
หลังการจากไปของรัฐบาลทหาร และรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ได้ทิ้งภาระปัญหานี้ตกทอดมายังรัฐบาลเลือกตั้ง 2566 ตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ปัจจุบัน
นับว่าน่าเห็นใจที่ต้องเข้ามาชำระสะสาง และต้องตัดสินใจว่าทำอย่างไรต่อโครงการนี้ ที่สำคัญคือต้องคำนึงถึงความเป็นมิตร และสัมพันธภาพอันดีต่อจีน ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจอีกด้วย
จนถึงขณะนี้ตามที่นายภูมิธรรมระบุถึง 2 ทางเลือก คือยกเลิก แต่ต้องสูญเงิน 8,000 ล้านบาท กับเดินหน้าต่อ พร้อมกับคำถามเรื่องความปลอดภัย ซึ่งสุดท้ายแล้วเชื่อว่าสังคมพอเข้าใจได้ถึงสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันเข้ามาแบกรับ และต้องตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขจำกัด
แต่ก็มีคำถามกลับว่า บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการตั้งแต่แรก จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความผิดพลาดบกพร่องนี้ด้วยหรือไม่