ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ 452 ต่อ 0 เสียง เห็นด้วยกับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับใหม่ พ.ศ.2568

หลังพ.ร.ก.ดังกล่าว หรือที่เรียกว่า “พ.ร.ก.ไซเบอร์” ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับตั้งแต่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา

เหตุที่คณะรัฐมนตรีต้องออกกฎหมายนี้ในรูปแบบพระราชกำหนด ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาภายหลัง เนื่องจากรัฐบาลมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจะต้องให้ความคุ้มครองประชาชนจำนวนมาก

จากการถูกหลอกลวงผ่านเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ และแพลตฟอร์มออนไลน์ เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศนับหมื่นล้านบาท

สาระสำคัญพ.ร.ก.ฉบับใหม่ คือ กำหนดให้สถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร ต้อง “รับผิดร่วม” ในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนตกเป็นเหยื่อถูกหลอก

หากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานมาตรการป้องกันที่หน่วยงานรัฐกำหนด ไม่ให้ความร่วมมือในการสืบสวน ละเลยคำสั่งเจ้าหน้าที่หรือเพิกเฉยจนเกิดความเสียหาย จะต้องได้รับโทษทั้งจำทั้งปรับ

เช่นเดียวกับ “ค่ายมือถือ” และแพลตฟอร์มออนไลน์รับแลกเงิน ต้องรับผิดร่วมเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะค่ายมือถือ ต้องมีมาตรการป้องกัน “ซิมผี” ต้องให้ข้อมูลตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ เช่น หมายเลขผู้ใช้ การใช้ SMS หลอกลวง ฯลฯ หากไม่ทำตาม มีโทษเช่นเดียวกับสถาบันการเงิน

เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐาน หรือมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว

แต่ที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดคือการ “คืนเงิน” ให้ผู้เสียหายได้เร็วขึ้น

กล่าวคือ ถ้าประชาชนถูก “แก๊งคอล” หลอกโอนเงินเข้าบัญชีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจฯ ดีเอสไอ ธนาคาร ฯลฯ ต้องร่วมมือส่งรายงานข้อมูลให้ ปปง.ตรวจสอบ หากพบเป็น “บัญชีม้า” ให้เจ้าหน้าที่อายัดเงินในบัญชีไว้ก่อน

ถ้าตรวจสอบพบว่าเงินเป็นของผู้เสียหายจริง เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งคืนเงินให้ผู้เสียหายได้ทันที โดยไม่ต้องรอขั้นตอนการพิสูจน์ชั้นศาล

ประเด็นที่ต้องติดตามจากนี้คือ การออกกฎหมายลูกกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไขและกรอบเวลาการคืนเงินให้ผู้เสียหาย ที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการไปพร้อมกับมาตรการปราบปรามแก๊งคอล ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ฟื้นตัวกลับมาสร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจประเทศและประชาชนได้อีก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน