ผลสำรวจสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค สอบถามประชาชนเห็นด้วยหรือไม่กับการที่ทหารจะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
สะท้อนถึงมุมมองชัดเจนอย่างหนึ่ง คือส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 68.1 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อแนวคิดดังกล่าว
แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาทหารจะได้รับคำชื่นชมในบทบาทหน้าที่ด้านความมั่นคง และการปกป้องอธิปไตยแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นบทบาทที่ได้รับการยอมรับและเห็นความสำคัญชัดเจนจากสังคม
แต่ถึงอย่างนั้น ประชาชนก็สามารถแยกแยะบทบาททหารกับบทบาทผู้นำรัฐบาล ยังคงเห็นว่าทหารมีหน้าที่หลักปกป้องประเทศจากภัยคุกคามภายนอก รักษาความสงบเรียบร้อยภายใน และช่วยเหลือประชาชนยามฉุกเฉิน ตอบโจทย์บทบาทหน้าที่ดั้งเดิมของทหารได้เป็นอย่างดี
ย้อนกลับมาทบทวนถึงความคาดหวังและจุดยืนของประชาชนต่อบทบาทของทหารเมื่อเข้าสู่สนามการเมือง
ที่ผ่านมาประเทศและประชาชนมีประสบการณ์ทหารเข้าแทรกแซงหรือมีบทบาทนำการเมืองโดยเฉพาะการเป็นนายกรัฐมนตรี การแทรกแซงที่เกิดขึ้นหลายครั้งนำมาซึ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจที่สะสมมากขึ้น
การมีผู้นำมาจากกองทัพ จึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยทำให้ประเทศถอยหลัง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
ประชาชนยืนยันว่าการเมืองเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องการความรู้ ความชำนาญเฉพาะทาง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศในภาพรวม ไม่ใช่เรื่องที่ทหารหรือกองทัพ จะรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อจำกัดด้านความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้ความเชื่อมั่นการที่ทหารจะมาบริหารประเทศมีน้อย
ด้วยประสบการณ์ในอดีตไม่เพียงทำให้ประชาชนไม่เห็นด้วย แต่ยังสะท้อนความกังวลถึงภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก เมื่อมีทหารเป็นผู้นำประเทศอาจสูญเสียความน่าเชื่อถือในเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีผลต่อความร่วมมือระหว่างประเทศและโอกาสทางเศรษฐกิจ
ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ประชาชนคาดหวังให้นายทหารลดบทบาททางการเมือง เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน ให้ประเทศเดินหน้าพร้อมกันทั้งความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง
เป็นสัญญาณชัดเจนว่า ประชาชนยังคงให้เกียรติและเคารพบทบาทดั้งเดิมของทหาร ตราบใดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อหลักการประชาธิปไตย เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน