ภายหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ซึ่งนำไปสู่การถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงการพูดคุยกับฮุนเซน อดีตผู้นำกัมพูชา

ได้ก่อให้เกิดภาวะ “สุญญากาศทางการเมือง” ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความปั่นป่วนภายในประเทศ หากยังสั่นคลอนสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่มีปัญหาเรื้อรังเรื่องเขตพื้นที่ชายแดนมายาวนานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

แม้กลาโหมและกองทัพจะยืนยันหนักแน่นว่าสุญญากาศทางการเมืองจะไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของทหารตามแนวชายแดน แต่ความกังวลของประชาชนและนักวิชาการด้านความมั่นคงกลับไม่ลดน้อยลง

เพราะความเปราะบางของสถานการณ์ไม่ได้อยู่เพียงการปฏิบัติการทางทหาร แต่ยังอยู่ใน “นโยบาย” และ “การเจรจา” แนวทางสันติวิธี

นักวิชาการด้านการต่างประเทศชี้ว่า การแก้ปัญหาแนวเขตชายแดน ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม และต่อเนื่องในการดำเนินยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การขาดผู้นำรัฐบาลที่ชัดเจน ทำให้กลไกความร่วมมือทวิภาคี อาทิ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) หรือกลไกทางการทูตอื่นๆ หยุดชะงัก ขณะที่สถานการณ์ยังคงมีประเด็นละเอียดอ่อน ทั้งพื้นที่ทับซ้อน การเคลื่อนย้ายแรงงาน และผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ

หากเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การไม่มีรัฐบาลที่เข้มแข็งเพียงพอในการควบคุม และประสานงานระดับสูง อาจทำให้สถานการณ์ลุกลามจนควบคุมได้ยาก

นอกจากนี้การเมืองภายในไทยที่ไร้เสถียรภาพ ย่อมส่งผลต่อการรับรู้ของฝ่ายกัมพูชาโดยตรง

รัฐบาลกัมพูชาอาจมองว่าไทยอยู่ในช่วงอ่อนแอ และฉวยโอกาสในการขยายบทบาท หรือแสดงจุดยืนแข็งกร้าวในประเด็นที่เป็นข้อพิพาท อาทิ กรณี 3 ปราสาท 1 พื้นที่ หรือพื้นที่พิพาทแนวเขตแดนอื่นๆ

เช่นเดียวกับนักวิชาการด้านความมั่นคง มองว่าความมั่นคงของชาติไม่ใช่หน้าที่กองทัพเพียงลำพัง แต่เป็นภารกิจร่วมของรัฐบาล การทูต เศรษฐกิจ และการสื่อสารสาธารณะ

หากไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการดำเนินการเชิงรุก ชายแดนไทย-กัมพูชาย่อมอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงเกิดความรุนแรงรอบใหม่ สุญญากาศทางการเมืองจึงไม่ใช่แค่ปัญหาภายใน แต่ยังเป็นเงื่อนไขเปิดช่องให้ “ภัยจากภายนอก” รุกล้ำได้ง่าย

ฉะนั้น กระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ พรรคการเมืองและนักการเมืองทุกฝ่าย ควรร่วมมือเดินหน้าให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน