รัฐสภาเห็นชอบ คุณสมบัติกรรมาธิการรับฟังความเห็น 18 ปีขึ้นไป-มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด แม้เจอเสียงค้าน ห่วงจำเป็นต้องได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตามเจตจำนงปชช.-ควรตรวจสอบถิ่นที่อยู่ได้ ด้าน “สว.ปริญญา” ลั่น อยากให้ทบทวนแม้ “ปชน.” อาจะไม่มีประสบการณ์ทางกฎหมายเท่า “เพื่อไทย”
10 ธ.ค. 68 – ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.00 น. เข้าสู่การพิจารณามาตรา 256/8 ว่าด้วยเรื่องคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ
โดย น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ตนเสนอให้ตัดมาตรานี้ออกทั้งมาตรา ทั้งนี้ ตนยังมีคำถามและติดใจเรื่องอายุที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่กำหนดไว้ 18 ปี แม้จะมีสิทธิเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยสมบูรณ์ และอาจจะมีเรื่องของความรับผิดชอบ
ตนยังเชื่อว่ากรรมาธิการรับฟังความเห็นฯ นั้นตามที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ออกแบบไว้ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณสมบัติของกรรมาธิการชุดนี้จึงมีแค่ 2 ข้อ คือ 1. มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด และ 2. มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
ทั้งนี้ ในส่วนของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นนั้นมีความสำคัญและความจำเป็นมากเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตามเจตจำนงของประชาชน รวมถึงต้องมีกระบวนการรับฟังความเห็นที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและหลักสากล ควรมีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งนี้ให้มากกว่านี้ เช่น ควรมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ
ด้านนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อภิปรายว่า สิ่งที่กรรมาธิการตัดออกคือเรื่องของภูมิลำเนา การเกิด สถานที่ที่เคยศึกษา ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้สมัครเลือกตั้งโดยทั่วไป ตนจึงสงสัยว่าทำไมจึงตัดออก กรรมาธิการบอกว่าผู้ที่จะมาสมัครเป็นกรรมาธิการรับฟังความเห็นสามารถสมัครได้ทุกที่
ฉะนั้น ตนจึงสงวนความเห็นไว้ว่าผู้ที่จะมาสมัครตำแหน่งนี้โดยเพิ่มเติมว่ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่อยู่ในประเทศไทย เพราะผู้ที่จะมาเป็นกรรมาธิการรับฟังความเห็นฯ ถือว่ามีความสำคัญมาก หากไม่ระบุถิ่นที่อยู่ให้ชัดเจน ระบุเพียงว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยแต่กำเนิด และอายุ 18 ปีขึ้นไป
คำถามคือหากผู้ที่มีคุณสมบัติ 2 ข้อนี้ แล้วมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศมาสมัครเป็นกรรมาธิการรับฟังความเห็นฯ ได้หรือไม่ หากเราจะไว้วางใจให้คนที่มากำหนดกลไกกติกาสำคัญของประเทศ แล้วเราไม่สามารถตรวจสอบถิ่นที่อยู่ พฤติกรรมที่เป็นในปัจจุบัน ไม่มีที่อยู่ในประเทศไทย เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมาทำหน้าที่รับฟังความเห็นและให้ความเห็นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญได้ดีได้อย่างไร ตนจึงสงวนความเห็นว่าให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยเพื่อจะได้สะดวกในการตรวจสอบ
ขณะที่ นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. อภิปรายว่า เรื่องสัญชาติไทย ตนอยากให้มองอีกมุมหนึ่งคือหากเราเอาคนที่มี 2 สัญชาติเข้ามา แล้วปรากฎว่าผลประโยชน์เขามีอยู่ในต่างประเทศมากกว่าในประเทศไทย แล้วเขาเขียนกฎหมายต่างๆ หรือรับฟังความเห็นออกมาแล้วผลออกมาเพื่อให้ประโยชน์ของเขาได้เอื้อในประเทศที่เขาหาผลประโยชน์อยู่ ท่านจะแก้อย่างไร ถ้าเขาเสียประโยชน์ในประเทศนี้ เขาก็หนีไปอยู่อีกประเทศได้ทันที ท่านจะเอาคนเช่นนี้ โอกาสที่จะเป็นเช่นนี้มาเป็นกรรมาธิการยกร่างหรือรับฟังความเห็นหรือ ขณะที่อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ตนขอแปรญัตติไว้ว่าให้ไม่ต่ำกว่า 22 ปี และเพิ่มการศึกษาเป็นไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เพราะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
“ผมไม่ได้ว่าหรือดูถูกท่าน แต่ตนชื่นชมกรรมาธิการสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ผมเป็นสว. ผมไม่มีพรรค แต่วันนี้กรรมาธิการสัดส่วนพรรคประชาชน ผมเชื่อว่าท่านยังไม่มีประสบการณ์ทางด้านกฎหมายเหมือนพรรคเพื่อไทย อยากให้ท่านกลับมาคิดว่าวงจรการศึกษาก็สำคัญเหมือนกัน จึงอยากให้พิจารณาเรื่องนี้” นายปริญญา กล่าว
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานกมธ.ฯ ชี้แจงว่า การที่จะให้ผู้ที่อยู่ต่างประเทศมาสมัครได้หรือไม่นั้น ตนมองว่าได้ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เมื่อมาสมัครแล้วก็ต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติและต้องระบุวิสัยทัศน์ ยืนยันว่าทั้งนี้เราได้มีการพูดคุยกันมาแล้วในชั้นของกรรมาธิการทุกประเด็น ฉะนั้น กรรมาธิการขอยืนตามนี้
ภายหลังเปิดให้สมาชิกอภิปรายแล้วเสร็จ ได้เปิดให้ลงมติ โดยเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ด้วยคะแนน 389 ไม่เห็นด้วย 94 งดออกเสียง 12 ไม่ลงคะแนนเสียง 2