นิกร หนุน มติครม. ตั้งคำถามที่ 1 ปม ควรให้มีรธน. ฉบับใหม่หรือไม่ พร้อมเลือกตั้ง 8 กพ. 69
วันที่ 17 ธ.ค.2568 นายนิกร จำนง ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกันพิจารณากฎหมายประชามติ กล่าวถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติให้ ตั้งคำถามที่ 1 กรณีเห็นชอบสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ไปพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 ว่าสามารถทำได้ โดยการเชื่อมหลักการ 2 มิติเข้าด้วยกัน คือ การริเริ่มโดยรัฐสภาตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่18/2568
แต่เมื่อคำถามส่งมาครม.ก็ติดปัญหาไม่สามารถดำเนินการตามพ.ร.บ.ประชามติมาตรา 9(1) ประกอบมาตรา10 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้เพราะวันเวลาไม่พอโดยขาดไป 1 วัน ครั้นจะไปใช้มาตรา9(4) ประกอบมาตรา11 ก็ไม่ได้ เพราะขั้นตอนการตั้งคำถามในครั้งนี้ไม่ได้มีที่มาตามข้อบังคับการประชุมของทั้งสองสภาอีก
ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ริเริ่มโดยรัฐสภาประกอบกับใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา166 ที่เปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีสามารถขอให้มีการลงประชามติในเรื่องที่สำคัญๆ ที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เกี่ยวกับบุคคลใดได้ หากเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ดังนั้น การใช้อำนาจตามพรบ.ประชามติในมาตรา 9 (2) “การออกเสียงกรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร”ประกอบมาตรา11 (5) ที่สามารถให้กำหนดวันที่แตกต่างจากที่กำหนดไว้ได้ ถ้ามีความจำเป็น
นายนิกร จำนง กล่าวว่า กรณีนี้ตนเคยให้ความเห็นมาก่อนแล้วว่าต้องหาวิธีที่จะตั้งคำถามที่1ให้ได้ โดยสามารถใช้มาตรา9(1) หรือ มาตรา9(4) แต่ในเมื่อขณะนี้เจอทางตันทั้งสองทางแล้ว ดังนั้นทางออกที่จะเป็นไปได้ก็คือ การใช้ 2 หลักการประกอบกันคือ ถือว่าเป็นการริเริ่มจากรัฐสภาเพราะรัฐสภาได้พิจารณาญัติให้มีคำถามที่ 1 และเห็นชอบร่วมกันมายังครม. ถือเป็นการริเริ่มโดยรัฐสภาที่ชัดเจนแล้ว แต่เวลาไม่พอ
ดังนั้น เมื่อครม.เห็นความสำคัญของกรณีนี้ จึงใช้อำนาจของครม.โดยใช้มาตรา 9 ( 2 ) ประกอบมาตรา 11 ฉบับแก้ไข 2568 มีมติส่งเรื่องให้กกต. ไปพิจารณาดำเนินการ จึงเห็นว่าสามารถทำได้ อันจะเป็นการประหยัดงบประมาณของรัฐและค่าใช้จ่ายของประชาชนในการออกเสียงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปได้อย่างมากก็ถือว่ามีเหตุอันสมควรได้
นายนิกร กล่าวว่า แต่ที่ยังมีภาระจะต้องรีบดำเนินการโดยด่วนก็คือการให้เหตุผลทั้งด้านการเห็นชอบ หรือด้านไม่เห็นชอบ สำหรับคำถามประชามตินี้โดยต้องร่วมกันกับกกต.ประชาสัมพันธ์ไปยังหมู่ประชาชน เพราะจะไปชี้ว่าให้มีมติเห็นชอบเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถกระทำได้ ต้องมีอีกด้านไปด้วย อันเป็นภารกิจที่ต้องกระทำตามมาตรา 15 ของกฎหมายประชามติ
เพราะขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่นานมากแล้ว เกรงว่าประชาชนจะไม่เข้าใจ ในการออกเสียงประชามติเพียงพอ ซึ่งหน้าที่นี้ไม่ใช่กกต. ดำเนินการ คงยังจะต้องเป็นคณะรัฐมนตรีที่ต้องดำเนินการในทันที