เมื่อวันที่3 ม.ค. 2569 นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม กล่าวถึงกรณีที่ นายสม รังสี ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการของศาลโลกว่า ศาลโลก ไม่ใช่เวทีสำหรับการข่มขู่ แต่เป็นเวทีที่ผู้นำต้องแสดงความรับผิดชอบต่อโลก พร้อมย้ำจุดยืนของพรรคว่า หากมีการฟ้องร้องต่อศาลโลกจริง ประเทศไทยไม่ใช่ฝ่ายที่มีความเสี่ยงสูงสุดแต่อย่างใด

หากมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องหลีกเลี่ยง แต่ต้องยอมรับความจริงว่า หากคดีถูกพิจารณาอย่างเป็นธรรม เป้าหมายที่ทั่วโลกจะจับตาดูไม่ใช่กรุงเทพมหานคร แต่เป็น นายฮุน เซน และ นายฮุน มาเนต เนื่องจากศาลระหว่างประเทศไม่ได้ตัดสินเพียงแค่ประเทศที่ปกป้องตนเอง แต่จะพิจารณาไปถึงการตัดสินใจของผู้นำ คำสั่งทางทหาร และผลกระทบที่มีต่อชีวิตพลเรือน ซึ่งหากมีหลักฐานชี้ชัดว่าผู้นำสั่งการใช้ความรุนแรงหรือยกระดับความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ประเด็นจะขยับไปสู่เรื่องความรับผิดส่วนบุคคลและอาชญากรรมสงครามทันที

นายปิติพงศ์ กล่าวต่อว่า หากพรรคเป็นธรรมได้จัดตั้งรัฐบาล ความรับผิดชอบต่อสงครามจะไม่ถูกบดบังด้วยอำนาจทางการเมืองอีกต่อไป โดยผู้นำกัมพูชาที่เกี่ยวข้องโดยตรง จะต้องเผชิญกับทางเลือก 2 ทาง คือ 1. การลงจากอำนาจผ่านการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม และ 2.การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อตรวจสอบความรับผิดส่วนบุคคล

นอกจากนี้ ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐกัมพูชาจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับราชอาณาจักรไทยอย่างครบถ้วนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทางพรรคยังมีนโยบายสนับสนุนการเปิดเผยความจริงต่อประชาชนกัมพูชา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยพลังของประชาชนเอง เพราะเชื่อว่าสันติภาพที่แท้จริงต้องเกิดจากความจริง ความรับผิด และความยุติธรรม ไม่ใช่การปิดปากหรือซ่อนเร้นข้อมูล

นายปิติพงศ์ ยังกล่าวถึงข้อตกลงระหว่างประเทศว่า หากพรรคเป็นธรรมได้เป็นรัฐบาล MOU 43-44 จะต้องถูกยกเลิก และจะทำการเปิดเผยข้อมูลความจริงในรัฐสภาว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ ได้ไปลงนามสัญญาอะไรไว้บ้าง

“คำถามไม่ใช่ไทยกล้าขึ้น ศาลโลก หรือไม่ แต่คือผู้นำกัมพูชาพร้อมหรือยังที่จะให้โลกตรวจสอบการตัดสินใจของตนเอง พรรคเป็นธรรมไม่กลัวศาล แต่ไม่ยอมให้ศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้ความรุนแรง ถ้ากล้าก็ทำเลย” นายปิติพงศ์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน