สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองสูงสุด เอาผิดกกต.ปมบาร์โค้ด ไม่เป็นความลับ จี้ผลโมฆะ ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ แฉกลไกรหัสลับบนบัตรเลือกตั้ง ‘ทวี สอดส่อง’ หนุนประชาชนฟ้อง

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2569 มีรายงานว่า วานนี้(15 ก.พ.) นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.)บัญชีสำรอง ส่งคำฟ้องในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพวก ต่อศาลปกครองสูงสุด

กล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีจัดพิมพ์รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.โดยขัดหลักการลงคะแนนลับและรัฐธรรมนูญ พร้อมขอศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการรับรองผล

จากเอกสารคำฟ้องคดีหมายเลขดำ ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล (ผู้ฟ้องคดี) ได้ยื่นฟ้อง 1.กกต. 2.สำนักงานกกต. และ 3.เลขาธิการกกต. ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง สส. เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย

สำหรับคำฟ้องโดยสรุป ระบุพฤติการณ์ว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2569 และเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. 2569 ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดทำสัญลักษณ์พิเศษลงในบัตรเลือกตั้ง ดังนี้

– บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) : มีการพิมพ์ บาร์โค้ด (Barcode) ไว้ที่บัตรและท้ายบัตร
– บัตรเลือกตั้งแบบเขต (บัตรสีเขียว) ก็มีลักษณะเดียวกัน แต่ผู้ถูกฟ้องได้จัดทำเป็น คิวอาร์โค้ด (QR Code) เอาไว้ที่บัตร ซึ่งต้องฉีกมาจากสมุดต้นขั้วเช่นกัน
– ต้นขั้วสมุดฉีกบัตร : มีการระบุ เลขรหัสลับ เอาไว้ และผู้ใช้สิทธิลงคะแนนต้องลงลายมือชื่อกำกับ

นายอัครวัฒน์ ระบุในคำฟ้องว่า เมื่อนำบัตรเลือกตั้งไปสแกนโค้ดดังกล่าว จะเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังต้นขั้วสมุดฉีกที่มีลายมือชื่อของผู้ใช้สิทธิได้ทันที ทำให้ทราบได้ว่า “ผู้ใช้สิทธิคนใด เป็นผู้ลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด” ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนน “โดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 85 และมาตรา 53

คำฟ้องบรรยายว่า แม้ทาง กกต. จะเคยชี้แจงผ่านสื่อเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2569 ว่าทำไปเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันบัตรปลอม แต่เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะในการลงคะแนนออกเสียงประชามติ กลับไม่มีการพิมพ์บาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดลงในบัตรแต่อย่างใด ส่อให้เห็นเจตนาทุจริตเจาะจงเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส.

นอกจากนี้ การพิมพ์สัญลักษณ์ดังกล่าว ถือเป็นการทำเครื่องหมายอื่นใดเพิ่มเติมที่ทำให้บัตรเลือกตั้งกลายเป็น “บัตรเสีย” ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 ข้อ 174 (2) และ (7) ที่ห้ามมีเครื่องหมายสังเกตอื่นนอกจากกากบาท

ผู้ฟ้องคดีระบุว่า การกระทำนี้สร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน เพราะหากกรรมการประจำหน่วยหรือหัวคะแนนแอบถ่ายรูปบัตรขณะนับคะแนน ก็จะสามารถนำไปตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเลือกใคร นำไปสู่ความไม่ปลอดภัยในชีวิต หรือเอื้อประโยชน์ต่อการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างง่ายดาย

ในตอนท้ายของคำฟ้อง นายอัครวัฒน์ ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
1.ให้บัตรเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต ในรอบวันที่ 1 และ 8 ก.พ. 2569 เป็นบัตรเสียและไม่ให้นับเป็นคะแนน

2.สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี เผาหรือทำลายบัตรเลือกตั้ง ดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ
3.ขอคุ้มครองชั่วคราว ไม่รับรองผลการเลือกตั้ง
4.ลงโทษผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (โทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)

5.ให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งสิ้น
6.ขอให้ศาลเร่งพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนผู้ถูกฟ้องที่ 1 ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ใหม่

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุถึงกรณีเหตุการณ์บัตรเลือกตั้งดังกล่าวว่า ผู้ใดทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ ถือเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและหลักนิติธรรมรุนแรงที่สุด อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

การเลือกตั้งสส.คือกลไกที่ประชาชนมอบอำนาจให้ผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา 3 มาตรา 83 และมาตรา 85 ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การลงคะแนนต้องเป็น “โดยตรงและลับ” เพื่อคุ้มครองเสรีภาพและศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคน

พ.ต.อ.ทวี ชี้ด้วยว่า กรณีมีประชาชนยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด กกต.กับพวก พร้อมยกประเด็นข้อกฎหมายตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เช่น มาตรา 96 ซึ่งห้ามการทำเครื่องหมาย เพื่อเป็นที่สังเกตในบัตรเลือกตั้ง

มาตรา 144 ที่เกี่ยวกับการทำให้บัตรเลือกตั้งเป็นบัตรเสีย รวมถึงมาตรา 23 มาตรา 149 และมาตรา164 ตลอดจนระเบียบกกต. พ.ศ. 2566 ข้อ 129 และข้อ 174 (2) (7) จึงเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมายสำคัญที่ต้องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยอย่างรอบคอบ “ถือเป็นบัตรเสียและไม่ให้นับเป็นคะแนน”

“ผมขอสนับสนุนการใช้สิทธิตามกฎหมายของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพราะการตรวจสอบคือหัวใจของหลักนิติธรรม หากการเลือกตั้งทำให้ประชาชนรู้สึกว่าความลับของการลงคะแนนอาจถูกกระทบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้งและต่อระบอบประชาธิปไตย

พรรคประชาชาติยืนหยัดเคียงข้างประชาชนที่ใช้สิทธิโดยสุจริต เราเชื่อมั่นว่าความจริงและความยุติธรรมจะปรากฏผ่านกระบวนการศาล และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของเสียงประชาชน เพื่อให้การเลือกตั้งยังคงเป็นพื้นที่แห่งความหวัง ความไว้วางใจ และความเป็นธรรมของสังคมไทยต่อไป” พ.ต.อ.ทวี ระบุ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน