เปิดคำแถลงปิดคดี ทวี ชี้พิรุธซุกหุ้นศักดิ์สยาม นอมินี เงินเดือน 9 พัน แต่ซื้อหุ้นหลักร้อยล้าน
จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ “ป.ป.ช.” มีมติตีตกยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางข้อกฎหมายอย่างแพร่หลาย
วันที่ 25 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ พ้นจากตำแหน่งรมว.คมนาคม นั้นส่วนหนึ่งพิจารณาจากหลักฐานที่ได้จากคำแถลงปิดคดี ของพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ
โดยคำแถลงดังกล่าวเป็นการแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีหมายเลขพิจารณาที่ 8/2566 เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่
เอกสารคำแถลงการณ์ปิดคดีดังกล่าว เปิดเผยรายละเอียดและหลักฐานสำคัญหลายประการ โดยระบุว่า การที่นายศักดิ์สยามอ้างว่าโอนขายหุ้นมูลค่า 119,499,000 บาท ให้กับนายศ. เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 เป็นเพียง “นิติกรรมลวง” (นิติกรรมอำพราง) และไม่มีการชำระค่าหุ้นกันอย่างแท้จริง
พ.ต.อ.ทวี ในฐานะผู้ร้องได้ชี้ให้ศาลรธน. เห็นถึงข้อพิรุธด้านสถานะทางการเงินของนายศ. โดยจากการตรวจสอบหลักฐานการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) ระหว่างปี 2558-2562 พบว่านาย ศ. มีรายได้แจ้งต่อกรมสรรพากรเพียง 108,000 – 118,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 9,000 บาท เท่านั้น ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับคำชี้แจงของนายศ. ที่อ้างว่าตนเองมีฐานะร่ำรวย และมีรายได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัวกว่า 500 ล้านบาท โดยไม่มีหลักฐานการเสียภาษีหรือสถานประกอบกิจการมายืนยัน
หลักฐานชิ้นสำคัญ ยังมีเรื่อง “เส้นทางการเงิน” (Money Trail) ซึ่งตรวจพบว่า แหล่งที่มาของเงินที่นายศ. นำมาซื้อกองทุนและขายเพื่อไปชำระค่าหุ้นให้นายศักดิ์สยามนั้น แท้จริงแล้วเป็นเงินที่ถูกโอนมาจากบัญชีส่วนตัวของนายศักดิ์สยามเอง กล่าวคือ บัญชีของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และบัญชีของ บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด ซึ่งนิติบุคคลเหล่านี้นายศักดิ์สยามเป็นเจ้าของ และมีอำนาจบริหารจัดการในขณะนั้น
นอกจากนั้น ยังปรากฏพฤติการณ์แวดล้อมที่ชี้ชัดว่า นายศักดิ์สยามยังคงมีอำนาจครอบงำและเป็นเจ้าของกิจการตัวจริง ภายหลังการโอนหุ้นไปแล้ว ได้แก่
– สถานที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ยังคงอยู่ในบริเวณที่พักอาศัยของนายศักดิ์สยามและเครือญาติ
– การนำรถยนต์ส่วนตัว 2 คัน (ยี่ห้อโฟล์คและฟอร์จูนเนอร์) ของนายศักดิ์สยาม มาเบิกค่าน้ำมันกับ หจก.บุรีเจริญฯ อย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นเวลาล่วงเลยมาถึง 1 ปี 9 เดือนหลังจากการอ้างว่าขายหุ้นไปแล้ว
– มีการให้นางสาว ร. ซึ่งเป็นเพียงพนักงานและลูกน้องของนายศักดิ์สยาม ที่ถือหุ้นเพียง 3,000 บาท เข้ามาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและมีอำนาจเต็มในการทำธุรกรรมทางการเงินและลงนามสัญญากับภาครัฐแทนตัวนาย ศ. ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ประเด็นที่สร้างความกังขาอย่างยิ่งจากข้อมูลคำแถลงปิดคดีก็คือ ภายหลังจากนายศ. (ซึ่งไม่มีประสบการณ์รับเหมาก่อสร้างกับภาครัฐ) เข้ามารับโอนกิจการ ปรากฏว่า หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้รับงานและเข้าเป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างจาก “กระทรวงคมนาคม” จำนวนมากนับร้อยสัญญา และเป็นห้วงเวลาเดียวสอดคล้องกับที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ส่งผลให้ห้างหุ้นส่วนฯ มีรายได้ก้าวกระโดดและมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 600 ล้านบาท
ตอนท้ายของคำแถลงการณ์ สรุปว่า พยานหลักฐานเอกสารและเส้นทางการเงินทั้งหมดรับฟังได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่า การซื้อขายหุ้นเป็นเพียงการปกปิดอำพรางเพื่อผลประโยชน์ของนายศักดิ์สยาม จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลง และต่อมา ศาลฯ ก็ได้วินิจฉัยให้นายศักดิ์สยาม สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีในที่สุด
นำมาซึ่งการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมา ป.ป.ช. มีมติว่านายศักดิ์สยามไม่ได้ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน