สภาเดือด สส.ปชน. ประท้วงวุ่น ไม่ให้หารือ ท้านับองค์ประชุม โสภณ สวนกลับ พูดเอาแต่ได้ ยันทำตามระเบียบ ลั่นผมผิดตรงไหน เสนอชื่อ ณัฐพงษ์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านแล้ว ยันไม่ล่าช้า

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 6 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม เริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อ นายพงษ์สรณัฐ ทองลี สส.กทม. พรรคประชาชน พยายามขอหารือเรื่องการดำเนินการในสภาฯ

แต่นายโสภณ ไม่อนุญาตให้พูด และชี้แจงว่ามีเรื่องหารือเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ และในกรณีที่มีการปรึกษาหารือโดยที่ไม่อยู่ในวาระ ในที่ประชุมวิปขอให้ส่งโน้ตและส่งเรื่องมา ซึ่งเป็นการตกลงกันในที่ประชุมวิป

ขณะที่ นายพงษ์สรณัฐ พยายามจะขอพูดว่าเป็นเรื่องทวงถาม แต่นายโสภณ ไม่ยอมให้พูด พร้อมกล่าวว่า ตนยังไม่จบวาระ อยู่ดีๆ ท่านก็มาแทรกอย่างนี้ เรื่องที่ท่านเสนอมา มันรอได้

ทำให้นายปรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้ประธานเปิดประชุมเข้าวาระก่อนก็ได้ แล้วค่อยหารือเรื่องนี้กันต่อ

นายโสภณ ชี้แจงว่า การควบคุมการประชุม ต้องยึดระเบียบวาระการประชุมและข้อตกลง ซึ่งตนก็มีข้อตกลงในการปรึกษาหารือ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ใครยกมือขึ้นพูด อะไรที่ไม่อยู่ในระเบียบวาระ ตนก็ไม่อนุญาต เพราะจะทำให้บรรยากาศการประชุมไม่ราบรื่น มีเรื่องใดสำคัญ ตนอนุญาตอยู่แล้ว

นายปกรณ์วุฒิ ลุกขึ้นกล่าวว่า เป็นการหารือความเดือดร้อนของประชาชน แต่ในสภาก็มีเรื่องหารือที่เกี่ยวข้องกับกิจการของสภา และของประธาน ที่สมาชิกมีสิทธิหารือเพื่อให้ประธานแก้ไข เวลาที่วิป 2 ฝ่ายตกลงกันได้ แต่ประธานยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่วิป 2 ฝ่ายตกลงกัน ตนก็ต้องลุกขึ้นหารือ เพื่อทักท้วงหรือทวงถามเพื่อให้ประธานได้ดำเนินการตามนั้น

แต่ถ้าประธานจะใช้มาตรฐานว่า จะไม่อนุญาตให้หารือเรื่องใดๆ นอกระเบียบวาระเลย ตนคิดว่าเราทำงานกันลำบาก แต่ถ้าประธานจะใช้ดุลยพินิจแบบนั้น ไม่ว่าใคร จะเป็นพรรคไหน ลุกขึ้นหารือเรื่องอื่น ตนประท้วงตลอด จะนับองค์ประชุมก็เอาเลย ตนไม่มีปัญหา แต่คิดว่าประธานควรรับฟังเพื่อนสมาชิกมากกว่านี้ ประธานบอกเองว่าถ้าเป็นเรื่องสำคัญจะอนุญาต แต่ประธานยังไม่ได้ฟังเพื่อนสมาชิกเลยว่าจะพูดเรื่องอะไร ประธานก็ปิดไมค์แล้ว บอกว่าไม่อนุญาตแล้ว

ทำให้นายโสภณ สวนกลับว่า “ท่านพูดเอาแต่ได้” ขอให้นั่งลง ทำให้นายปกรณ์วุฒิ ลุกขึ้นประท้วงว่าเป็นการเสียดสี

แต่นายโสภณ โต้กลับว่าไม่ได้เสียดสี และขอให้ฝั่งตนชี้แจง ที่กล่าวหาว่าไม่ให้หารือ ท่านก็อยู่ในที่ประชุมวิป ท่านกล่าวหาตนหรือไม่ ดังนั้น ต้องให้ตนชี้แจง ขอให้นั่งลงด้วย พร้อมชี้แจงว่าที่ไม่อนุญาตเพราะสมาชิกขึ้นมาพูดระหว่างการหารือด้วยวาจากับลายลัษณ์อักษร ทำถูกหรือไม่ เป็นเรื่องสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ ตนบอกเลยว่าไม่ได้ปิดกั้น แล้วตนผิดตรงไหน ท่านพูดเอาแต่ได้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วตนมาพูดแบบนี้

“ในฐานะประธานควบคุมการประชุมให้อยู่ในความเรียบร้อยตามสมควรที่ผมจะอนุโลมได้ ฉะนั้น วันนี้ สิ่งที่ผมทำไป ผมไม่ได้ผิดอะไรและผมก็ไม่ได้ปิดกั้นสมาชิก และยังเปิดโอกาสให้สมาชิกหารือ แต่ท่านพูดเกินเลยไป คนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็จะเข้าใจผมผิด”นายโสภณ กล่าว

แต่นายปรณ์วุฒิ ยังไม่ยอม ขอให้ประธานไปย้อนดูคลิปได้เลย ว่าก่อนหน้าที่พูดกับนายพงษ์สรณัฐ ว่าอะไร แต่ตนเป็นคนหาทางออกให้ท่าน และที่ประธานกล่าวหาตนว่าพูดเอาแต่ได้ เป็นการเสียดสีอย่างชัดเจน ประธานเป็นสส.คนหนึ่ง ซึ่งตนก็มีสิทธิ์ประท้วง

ตนรู้สึกว่าคำพูดนี้มันรุนแรงเกินไปกับสิ่งที่ตนพูด ขอให้ประธานพิจารณา แต่จะไม่ขอให้ประธานถอนคำพูด แต่ขอยืนยันว่าตนไม่ได้พูดเอาแต่ได้ พยายามหาทางออกให้สภาแห่งนี้ราบรื่นที่สุด

ทำให้นายโสภณ ชี้แจงว่าคนที่ฟังอยู่ทางบ้านจะตัดสินเอง

ขณะที่นายพงษ์สรณัฐ ทวงถามถึงการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การทำเรื่องดังกล่าวล่าช้า เป็นผลต่อการคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระ ซึ่งต้องมีกรรมการที่ประกอบด้วยผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ เมื่อไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ทำให้สัดส่วนกรรมการสรรหานั้นไม่สมดุล เพราะตำแหน่งประธานสภาฯถือว่าเป็นฝ่ายบริหาร ดังนั้น เมื่อกรรมการสรรหาไม่สมดุล ไม่มีผู้นำฝ่ายค้านฯ จึงทำให้การพิจารณาไม่รอบคอบ เกิดความเสียหายต่อประชาชน

ทำให้นายโสภณ ชี้แจงว่า ตนทราบดีว่าตามรัฐธรรมนูญคุณสมบัติของผู้นำฝ่ายค้านเป็นอย่างไร ซึ่งสถานการณ์ของพรรคประชาชนทราบดีว่า เพิ่งมีการประกาศชัดเจนว่า หัวหน้าพรรคที่ชัดเจนว่าเป็นใครเมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา

จากนั้นตนไม่ได้นิ่งนอนใจ แค่สัปดาห์เดียว ก็ให้ฝ่ายเลขาธิการสภาฯ ทำตามกระบวนการ และวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา ตนได้ลงชื่อเสนอแต่งตั้งไปแล้ว ขอถามว่าล่าช้าตรงไหน ตนยืนยันว่ากระบวนการตั้งผู้นำฝ่ายค้านฯไม่ได้ล่าช้า และส่งหนังสือไปแล้วตามขั้นตอน

นายโสภณ กล่าวต่อว่า สำหรับการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่อภิปรายเหมือนว่าตนไม่มีมารยาท ขอให้ไปดูระเบียบ เพราะการพูดของท่าน ทำให้คนฟังเข้าใจผิดไปหมด ทั้งนี้ ในกระบวนการประชุมสรรหา ตนไม่มีอำนาจอะไร เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ประธานสภาฯ ชี้แจงถึงการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญประจำสภ ว่า หลังจากแต่ละพรรคได้รับการจัดสรรโควตาประธานกมธ.แล้ว ขณะนี้เหลือว่าแต่ละพรรคกำหนดสส.เป็นกมธ.ตามสัดส่วน และตนยืนยันว่าจะบรรจุวาระนี้ไว้ในเรื่องอื่นๆ แต่ขอให้แต่ละพรรคแจ้งมาถึงความพร้อมต่อการเสนอชื่อ แต่ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับแจ้งว่ามีความพร้อม ตนจึงทำไม่ได้

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงในฐานะกรรมการบริหารพรรคประชาชน ว่า พรรคประชาชนไม่มีปัญหาที่ถูกยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลรัฐธรรมนูญ หรือยุบพรรค และมีสถานะเช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์

ดังนั้น จึงไม่มีประเด็นที่จะถูกยุบพรรค นอกจากนั้นตนในฐานะ กก.บห. ยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค ส่วนตำแหน่งที่เปลี่ยนมีเพียงตำแหน่งเลขาธิการพรรคและกก.บห.เท่านั้น

“สถานะของพวกผม ในกก.บห.จะเป็นครบ 4 ปี นับก่อตั้ง 2567 สิ้นสุด ปี2571 ดังนั้น หัวหน้าพรรค คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่มีการเปลี่ยนตัว และไม่เคยประกาศต่อสาธารณะ ถึงการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่”นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายโสภณชี้แจงว่า การที่ตนปล่อยให้พูด ถ้าไม่ได้ชี้แจง ผู้ฟังจะเข้าใจผิด ไม่ว่าฝ่ายไหน ตนรับฟังข้อประท้วง แต่สถานการณ์ของท่านเป็นอย่างไรท่านรู้ดี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน