ปกรณ์ นำ กกร.แถลง ป้องนายกฯ ชี้ไม่ใช่การฟ้องปิดปาก มองเป็นเพียงให้ความเห็น กฎหมาย ขณะที่ ‘อนุทิน’ เซ็นตั้ง คตท.ทำงานร่วมเอกชน ลุยต้านทุจริต จ่อเรียก 10 หน่วยราชการคุย 20 พ.ค.นี้
เมื่อเวลา 16.10 น. วันที่ 18 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน (กกร.) และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน อาทิ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ นายมานะ นิมิตมงคล ร่วมกันแถลงชี้แจงถึงกรณีการเปิดเผยข้อสำรวจความเห็นของภาคเอกชนถึงองค์กรรัฐที่เสี่ยงต่อการทุจริต ว่า เป็นผลการศึกษาของภาคเอกชน และดำเนินการตามหลักวิชาการที่ได้รับการรับรอง และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของ OECD และธนาคารโลก
รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันและกำจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมาโดยตลอดทุกรูปแบบ ซึ่งการกำหนดไว้เป็นนโยบายของรัฐบาลชัดเจนว่าจะมีการปฏิรูปกฎหมายตั้งแต่ กรณีกฎหมายล้าสมัย กฎหมายระดับรอง วิธีการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการภาครัฐ ให้นำระบบดิจิทัลมาใช้ และใช้ดุลยพินิจให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวไปแล้วหลายเรื่อง
โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมาย เรื่องการอำนวยความสะดวกและการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการภาครัฐ ซึ่งอยู่ในชั้นกรรมการร่วม ที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมาย และทำตามกฎหมาย ตรวจสอบนอมินี และการตรวจสอบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD
ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำรายงานเสร็จเรียบร้อย และจะเสนอต่อครม.ต่อไป ว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอะไรบ้าง
เมื่อถามว่าที่มีการเสนอข่าวว่านายกฯ ไม่ยอมรับผลการสำรวจและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐฟ้องร้อง ดำเนินคดีกับผู้สำรวจและเปิดเผยผลการสำรวจนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า นายกฯ มอบหมายให้ตนมาชี้แจงว่า คำถามได้รับ ณ เวลานั้นคือคำถามสั้นๆ จึงพูดตามหลักกฎหมายว่าใครก็ตามที่ถูกกล่าวหา และคิดว่าตัวเองเสียหายก็มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาล เช่นกรณีที่มีการกล่าวหาว่าอาจกระทำการทุจริต ก็ให้ไปพิสูจน์กันในศาล
ยืนยันว่า ไม่ได้ฟ้องปิดปาก เพียงแต่หากมีกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น ควรไปดำเนินการทำคดีทางศาล ซึ่งพูดตามหลักทั่วไปของกฎหมายละเมิด เพื่อเป็นการพิสูจน์ไม่ได้สนับสนุนให้ฟ้องร้องดำเนินคดีหรือมีคำสั่งฟ้องร้องดำเนินคดีต่อใคร
ขณะที่รายงานของซีโร่คอร์รัปชัน กกร. จะเห็นว่าข้อมูลการสำรวจที่ว่านี้ เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันให้มีการปรับโครงสร้างและสามารถเป็นสมาชิก OECD ได้ จึงเป็นประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชน
ทุกหน่วยงาน จึงควรทำแนวทางหรือผลสำรวจที่ว่านี้ไปเป็นฐานในการทบทวนการดำเนินการของหน่วยงานให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐ และหากไม่มีอะไร ก็ให้ดำเนินการไปตามกระบวนการ และชี้แจงให้กับประชาชนทราบ และเช้าวันที่ 20 พ.ค. นายกฯ เรียกประชุมหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้และมอบนโยบายต่อไป
นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการ ประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต หรือ (คตท.) โดยมีนายกฯ เป็นประธาน ตนเป็นรองประธานร่วมกับรมว.ยุติธรรม
และมีหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนสภาหอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมการต่อต้านคอร์รัปชัน สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จ
นายปกรณ์ กล่าวย้ำว่า การกล่าวหาว่ามีการกระทำความทุจริต ทำให้เกิดความเสียหาย คนปกติมีสิทธิที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น แต่ในกรณีที่เป็นรัฐบาล มองว่าการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนหรือภาคส่วนต่างๆ เป็นไปเพื่อนำมาปรับปรุงหรือพัฒนากระบวนการทำงานของภาครัฐ ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา
ยืนยันว่าเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน แต่บางทีการสื่อสารอาจจะใช้อารมณ์ เหมือนกับอยู่ดีๆถูกกล่าวหาว่าทุจริต และความเข้าใจในเรื่องยังไม่มี จึงเกิดความรู้สึกและอารมณ์ขึ้นมา แต่ตนขอกราบตรงๆว่าไม่มี รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะฟ้องเอกชนเพื่อปิดปาก เพียงแต่นำคดีขึ้นสู่ศาลเป็นเรื่องที่ดีเพื่อนำความจริงมาพูดกัน แต่ไม่ได้มีนโยบายว่าจะฟ้องใคร
อย่างไรก็ตาม ทาง กกร.ยืนยันว่า ตอนนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้มีการทำหนังสือขอข้อมูลการทำผลสำรวจทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว