เปิดเบื้องหลัง นายกฯ ดึงอีอีซี ออกจากมือ ‘พิพัฒน์’ มาดูแลเอง หลังคุยกันแล้วสัปดาห์ก่อน หวังลดแรงปะทะอีอีซีกับบีโอไอ ดันเป็นโครงการสำคัญ ดึงลงทุนต่างประเทศ ตั้งเป้าศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก-ฮับดาต้าเซนเตอร์ในภูมิภาค ปัดไม่เกี่ยวปมขวางแก้สัญญารถไฟ 3 สนามบิน เพราะทั้งคู่เห็นตรงกัน ไม่แก้
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2569 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า เบื้องหลังของคำสั่ง 2 ฉบับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรี ในการยกเลิกให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือสำนักงานอีอีซี และยกเลิกการเป็นประธานคณะกรรมการ (ประธานบอร์ด) คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)
โดยมาจากการพูดคุยกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในบรรยากาศไม่ซีเรียส โดยนายกฯ จะนำโครงการอีอีซีกลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด และวางสถานะของนายกฯ เป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย โดยนำอีอีซีเป็นโปรเจ็กต์นำ (Pilot project) ไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ โดยจะนำเสนอโปรเจ็กต์อีอีซีในมุมมองใหม่
นายกฯ ตั้งเป้าหมายให้อีอีซีเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก และเป็นศูนย์กลางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ที่จะมาต้องมีโรงไฟฟ้าแบบ direct ppa และแหล่งน้ำมาด้วยเพื่อไม่เป็นภาระของรัฐ ในการจัดไฟฟ้าและแหล่งน้ำ มาให้บริการ
เนื่องจาก ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้า และ น้ำ จำนวนมาก ซึ่งจะต้องมีการประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน นายกฯ จึงเห็นความจำเป็นที่จะดึงการบริหารงานอีอีซีกลับมากำกับดูแลโดยตรง
ในเรื่องการผลักดันให้อีอีซีเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากในพื้นที่นี้มีความพร้อมทั้งเรื่องของปศุสัตว์ ประมง เกษตร ผลไม้ พืชสวน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศต่างๆทั่วโลก และสามารถเป็นจุดแข็งของอีอีซีที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล
ทั้งนี้ รัฐบาลพิจารณาแล้วว่าการดึงดูดการลงทุนในอีอีซีจะเน้นอุตสาหกรรมหนักแบบเดิมไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดหาไฟฟ้า และน้ำที่มีต้นทุนในการจัดหาสูง และหากจะเน้นการลงทุนในพื้นที่นี้นี้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก รัฐบาลมีการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่นๆ
“การดึงงานอีอีซีกลับมาดูเองของนายกฯ ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างนายกฯ กับนายพิพัฒน์ และนายพิพัฒน์เป็นผู้มานำเสนอเองว่า การทำงานระหว่างสำนักงานอีอีซี และบีโอไอ มีการปะทะกันมาโดยตลอด ซึ่งนายพิพัฒน์ไม่ชอบทำงานท่ามกลางการปะทะกันในลักษณะนี้ จึงเสนอให้นายกฯ นำกลับมากำกับดูแลเองดีกว่า ให้ทั้ง 2 หน่วยงานทำงานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน
และไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นายพิพัฒน์ ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เพราะคนที่สั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้ก็คือนายกฯ เอง โดยนายกฯ บอกด้วยว่าผมก็ไม่เสี่ยงกับการแก้สัญญาในโครงการนี้เช่นกัน” แหล่งข่าว ระบุ