“โรม” แฉพิรุธคดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ เจอตอ-อุปสรรคเพียบ บิ๊ก 3 จว.ใต้ทำพยานผวาจนไม่กล้าให้ข้อมูล พ.ต.อ.ทวี แนะ กมธ. ส่งหนังสือถามรัฐบาลสหรัฐฯ ปมอาวุธปืนหลวงโผล่โยงคดี
วันที่ 17 มิ.ย.69 ที่ห้องประชุม 405 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ และกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เดินทางมาประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งมี นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ, นายปิยรัฐ จงเทพ, นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ในฐานะ รองประธานฯ, นายรอมฎอน ปันจอร์ เลขานุการฯ และคณะ ได้มีการพิจารณาศึกษาและติดตามตรวจสอบการอำนวยความยุติธรรม กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และผู้ติดตาม
นายรังสิมันต์ เปิดเผยความคืบหน้าหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 10 หน่วยงาน เพื่อสืบข้อเท็จจริงกรณีความพยายามลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ โดยยอมรับว่าคดีดังกล่าวเต็มไปด้วยข้อสงสัยและอุปสรรคในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อสาวไปถึงตัวผู้บงการ
นายรังสิมันต์ ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่มีการพิจารณามี 3 เรื่องหลักคือ เรื่องอาวุธปืน ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ และเส้นทางการเงิน ซึ่งในส่วนของอาวุธปืนนั้น ตำรวจยืนยันว่ามีอย่างน้อย 1 กระบอกที่เป็นของกองทัพเรือ แต่กองทัพเรือกลับชี้แจงขัดแย้งกันว่าปืนกระบอกดังกล่าวได้ถูกทำลายด้วยการฝังกลบไปแล้ว จุดนี้แสดงให้เห็นถึงเงื่อนงำและความไม่ชอบมาพากลอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานข้อมูลที่น่ากังวลว่า มีบุคคลระดับบิ๊กในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าไปมีพฤติกรรมกดดันจนทำให้พยานบางปากเกิดความหวาดกลัวและไม่กล้าเข้ามาให้ข้อมูลกับทางกรรมาธิการฯ
“มีข้อมูลว่ามี ‘บิ๊ก’ ในจังหวัด ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไปทำให้พยานบางคนไม่กล้ามาให้ข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าโดยภาพรวมวันนี้เราก็ต้องยอมรับว่า ข้อมูลที่มันได้ออกมา มันยังไม่เพียงพอต่อการที่จะสรุปไปในทางใดทางหนึ่ง มันเต็มไปด้วยความสงสัย” นายรังสิมันต์ กล่าว
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอข้อมูลเบอร์โทรศัพท์จากผู้ให้บริการทุกเครือข่ายไปมากกว่า 2 ล้านเลขหมาย โดยอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่หัวหน้าชุดสืบสอบสวน ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 กลับไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการคลี่คลายคดีได้ จึงเกิดคำถามว่ามีการนำข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดกันแน่?
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งที่คดีลอบสังหารสมาชิกรัฐสภาเช่นนี้ กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคและความยากลำบากในทุกขั้นตอน ทั้งที่ควรจะได้รับความร่วมมือและการตอบสนองอย่างรวดเร็วจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหลังจากนี้ทางกรรมาธิการฯ จะยังคงเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อนำตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังมาลงโทษให้ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างการประชุม พ.ต.อ.ทวี เสนอในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ให้ทำหนังสือราชการอย่างเป็นทางการส่งถึงรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เพื่อขอข้อมูลและตรวจสอบกรณีอาวุธปืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ตกไปอยู่ในมือของขบวนการผิดกฎหมาย
พ.ต.อ.ทวี ได้กล่าวในที่ประชุมว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่สำหรับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นอาวุธปืนที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ จัดสรรหรือมอบให้กับรัฐบาลไทย แต่กลับมีรายงานว่าถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายหรือตกไปอยู่กับ “ขบวนการ” จึงเห็นควรที่คณะกรรมาธิการฯ จะต้องร่วมกันสืบหาข้อเท็จจริงจากต้นตอ
“ช่วยทำหนังสือไปถึงรัฐบาลอเมริกา โดยเฉพาะสถานทูตฯ ว่า เพราะอันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากของรัฐบาลอเมริกาว่า ปืนของรัฐบาลให้มากับรัฐบาลไทย แล้วทำไมมาอยู่กับขบวนการฯ ดังนั้นเราควรถามไปที่ต้นตอ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความโปร่งใส และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการตรวจสอบเส้นทางของอาวุธปืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงของทั้งสองประเทศต่อไป