ชัชชาติ ชี้ทีมงานเดิมยังอยู่ แต่อาจปรับบทบาท ลั่น 4 ปีข้างหน้าไม่ใช่หมูๆ เตรียมทำงานเลยไม่ต้องรอ กก.รับรอง เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ ยันไม่มีระบบ “อากง”
วันที่ 28 มิ.ย.69 นายชัชชาติ สิทธิ์พันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่า กทม. กล่าวว่า ภารกิจแรกคือ ต้องถ่ายทอดนโยบายออกมาเป็นแผนยุทธศาสตร์ให้ได้ เพราะเราต้องนำคนใน กทม. อีก 80,000 คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ ให้ไปกับแผนเราให้ได้
พรุ่งนี้เราคงนัดทีมงาน ว่าที่เรานำเสนอนโยบายไป จะเปลี่ยนเป็น stretegic plan อย่างไร จะมี OKR , KPI อย่างไร ในแต่ละหน่วยงาน สมมติว่า กกต.รับรอง วันแรกทุกคนมีเป้าหมายเลย นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด จะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่การปฏิบัติ ก็ต้องดูว่าแต่ละสำนักแต่ละเขตมีแผนงานเป็นอย่างไร 100 วันแรกต้องทำ stretegy ให้ชัดเจน เพื่อพาทุกคนเดินไปด้วยกันให้ได้
สำหรับทีมงานก็คงอยู่หมด แต่ตำแหน่งอาจจะไม่เหมือนเดิม แล้วแต่ว่าใครเหมาะสมอะไร เมื่อถามต่อว่าทีมที่ปรึกษาจะตัดสินใจเลือกเองหรือไม่ หรือต้องดูอะไร เพราะตลอดการหาสิ่งที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด นายชัชชาติ กล่าวว่า ต้องคุยกัน จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไร ทุกคนที่มาทำไม่ได้มีคนหวังตำแหน่งอะไร
อาจจะต้องดูว่ามีใครจะขยับไปตำแหน่งไหนให้เหมาะสมไหม รวมถึงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ด้วย แต่เชื่อว่าทุกคนไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้หวังอำนาจวาสนา หวังแค่เอาปัญญามาแก้ไข หวังจะมาช่วยกรุงเทพฯให้ดีขึ้น ไม่ได้ติดในตำแหน่งทั้งเส้น ดังนั้นทุกคนก็สามารถอยู่ตำแหน่งใดก็ได้
เมื่อถามว่า ยิ่งสูงจะยิ่งหนาวหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า หนาวแน่นอน 4 ปีข้างหน้าไม่ได้ง่ายเลย เหมือนกับบาร์มันถูกยกขึ้นมาแล้ว 4 ปี เป็นแค่บาร์ขั้นต่ำ ต้องเน้นย้ำกับทีมงาน ประชาชนให้เราขนาดนี้ เราต้องตอบแทน อย่าให้เขาเสียความไว้วางใจ ‘ทำงาน ทำงาน ทำงาน’ คงต้องเป็นคีย์เวิร์ดที่เราต้องทำ และต้องทำให้ตอบโจทย์ประชาชนด้วย
คีย์หลักคือใช้เทคโนโลยี ให้ทำน้อย แต่ได้เยอะ เหมือนแคมเปญหาเสียงในครั้งนี้ ใช้เทคโนโลยีวิธีการสื่อสาร แต่ว่าได้ผลเยอะ ตนว่าหลักการบริหาร กทม. ก็เหมือนกัน ต้องคิดให้ละเอียด ทำอย่างไรจะใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด แต่จะได้ผลประโยชน์กับประชาชนให้ได้มากที่สุด ดังนั้น 4 ปีไม่ง่าย เป็นเรื่องที่หนักใจ ไม่ใช่หมูๆ ประชาชนมีความคาดหวังกับทีมเราเยอะ ก็คงต้องทำงานให้หนักยิ่งขึ้นเป็น 3-4 เท่าเลย
เมื่อถามต่อว่า การทำงานแบบก้าวกระโดด แบบไหนที่จะทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกได้ นายชัชชาติ กล่าวว่า ตอน 4 ปีแรกมีคนบอกว่าทำไมทำงานไม่ประชาสัมพันธ์เลย คนไม่รู้ว่ามีผลงาน ก็บอกกับทีมงานว่า ไม่ต้องกังวล หน้าที่เราคือต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตเขาดีขึ้น
เราไม่ได้ชนะเลือกตั้งเพราะประชาสัมพันธ์ แต่เพราะเขาเห็นและรู้สึกว่า ชีวิตเขาดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ อย่าง ทราฟฟี่ ฟองดูว์ เรานำเทคโนโลยีมาปรับการให้บริการเปลี่ยนแบบก้าวกระโดด อนาคตถ้าเราเอาเทคโนโลยีมาใช้ เช่นในเรื่องการศึกษา เราเห็นแล้วว่าเอา AI มาสอนเด็ก ภาษาอังกฤษคะแนนดีขึ้น 20% ภายในปีเดียว ทั้งเด็กและแม่ก็จะรู้สึก ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นโจทย์ที่ไม่ง่าย ท้าทาย แต่เชื่อว่ามันมีทางออกและเราได้ทดลองทำไว้แล้วในหลายมิติ สามารถขยายผลต่อไปได้
เมื่อถามว่า ในช่วงการหาเสียงมักถูกโจมตีเรื่อง ‘ระบบอากง’ หลังผลการเลือกตั้งออกมาอย่างเป็นทางการจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีระบอบอากง ดูจากคะแนนเสียงที่ออกมาในหลายส่วนหลายพรรค แต่ถ้าเกิดประชาชนยังมีข้อสงสัยอยู่ ก็ต้องทำให้ชัดเจน ตนเชื่อว่าเป็นวาทกรรมที่สร้างขึ้นมา อนาคตมีข้อสงสัยไหนก็ต้องเคลียร์ให้หมด