อนุสรณ์ มองอีก 3-4 ปี หากเศรษฐกิจโตต่ำกว่าเป้า หวั่นหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจสูงทะลุเพดาน ทำเกิดวิกฤตการคลังในอนาคต ห่วงโยกงบชำระหนี้ไปใช้กับนโยบายประชานิยม อาจกลายเป็นกับดักระเบิดของหนี้ แนะรัฐบาลป้องกันงบรั่วไหล หลังผลวิจัยพบต่อปีรั่วไหล 2-5 แสนล้านบาท เชื่อหากทำได้ช่วยรัฐบาลไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 29 มิ.ย.2569 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ว่า งบประมาณปี 2570 ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากปี 2569 มากถึง 17% คิดเป็นดอกเบี้ย 7.7% ของวงเงินงบประมาณ ถามว่าจะเหลือเงินลงทุนเท่าไหร อีกทั้งในปี 2570 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 69.36% แต่หากเศรษฐกิจโตต่ำกว่าเป้าหมายใน 3-4 ปี ข้างหน้าอาจจะทะลุเพดาน

แต่คาดการณ์ของรัฐบาล มองว่าจะบริหารจัดการได้ให้ต่ำกว่า 70% แต่อาจจะปริ่มๆ แต่ส่วนตัวมองว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะทะลุเพดาน เพราะความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จีดีพีต่ำกว่าเป้าหมาย รายได้ลดต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อนำมาใช้จ่าย เพราะมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่ตัดทอนไม่ได้ มีโอกาสเกิดวิกฤตฐานะทางการคลังในอนาคต และอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ การทุจริตคอร์รัปชั่นได้ดูดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจไทยผ่านงบประมาณ โดยเฉพาะงบจัดซื้อจัดจ้างที่มีปัญหาเกือบทุกหน่วยงาน และทุกพื้นที่ของประเทศ การโกงการเลือกตั้ง การซื้อเสียง นำมาสู่การซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ

ทั้งนี้ มีงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัยสำคัญๆของประเทศ ระบุว่า การทุจริตรั่วไหลของงบประมาณปีหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 2 – 5 แสนล้านบาท หากป้องกันตรงนี้ได้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่ม ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระ และมีงบประมาณจำนวนมากที่หล่นหายไประหว่างทางเข้ากระเป๋าใครสักคน กลับคืนสู่โครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ยากจนด้อยโอกาส วันนี้ตนรู้สึกเสียดายที่นายกรัฐมนตรี รวมถึงรมว.คลัง ไม่รับฟังด้วยตนเอง แต่ถึงมาฟังด้วยตนเองตนก็ยังไม่มั่นใจ ว่าท่านจะมีความกล้าหาญทางจริยธรรมทางการเมือง ที่จะผ่าตัดปฏิรูปการคลังของประเทศ และแก้ไขปัญหาการทุจริตรั่วไหลของงบประมาณหรือไม่

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากหนี้สาธารณะที่แทบจะชนเพดาน อย่าลืมว่ารัฐบาลยังมีหนี้ก้อนใหญ่ซ่อนอยู่ ภาระผูกพันจำนวนมากจากนโยบายกึ่งการคลังของหลายรัฐบาลที่ผ่านมา จะกลายเป็นหนี้สาธารณะก้อนใหญ่เพิ่มเติมขึ้นในอนาคต นอกจากรายจ่ายในงบประมาณ รัฐบาลยังมีภาระก้อนใหญ่สะสมอยู่นอกงบประมาณรายจ่ายประจำปี คงค้างอยู่ถึง 1.13 ล้านล้านบาท ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 28 ที่ผูกมัดต้องจ่ายในอนาคต

ซึ่งรัฐบาลได้สั่งให้ธนาคารของรัฐออกมาตรการต่างๆแล้วตั้งงบชดเชยทีหลัง แต่ปรากฏว่าไม่ได้ชดเชยตามที่ประกาศไว้ โดยปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลจัดสรรเพื่อชดเชยกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจลดลง 16,000 กว่าล้านบาท เทียบกับปีงบประมาณ 2569 ลดลงถึง 28.1% บ่งชี้ว่ารัฐบาลกำลังผลักภาระผูกพันไปในอนาคต ถือเป็นการหย่อนยานวินัยทางการเงินการคลังอย่างยิ่ง

“ยกตัวอย่างรัฐบาลค้างหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มากกว่า 7 แสนล้านบาท รัฐบาลก่อนหน้านี้ก็เคยเบี้ยวหนี้ ธ.ก.ส. โดยโยกงบชำระหนี้ไปใช้กับนโยบายประชานิยมแจกเงินอยู่บ่อยๆ ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ วิกฤตหนี้สาธารณะรออยู่ข้างหน้าแน่นอน ภาระผูกพันจากนโยบายกึ่งการคลังผ่านธนาคารของรัฐ ตามโครงการของรัฐบาลที่ต่อเนื่องกันมา อาจกลายเป็นกับดักระเบิดของหนี้ พวกเราทั้งหมดกำลังเดินสู่กับดักหนี้ทั้งในระดับรัฐบาล และระดับประชาชน ดังนั้น งบปี 2570 ต้องกระตุ้นให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงจะแก้วิกฤตกับดักหนี้“ นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า หนี้สาธารณะไม่ได้น่ากลัว หากกู้แล้วสามารถสร้างรายได้ในอนาคตได้ และต้องตอบให้ได้ว่ากู้ไปทำอะไร ก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ ต้องไม่ใช่แบบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่กู้เอามาจากเพื่อบริโภค บอกกู้เพื่อมาปรับเปลี่ยนพลังงาน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นรายละเอียด ขณะที่ งบรายจ่ายประจำจะพบว่าเกือบ 80% ของงบปี 2570 เป็นงบรายจ่ายที่ตัดทอนไม่ได้ ทำให้เหลืองบประมาณที่รัฐบาลสามารถจัดสรรเองได้จริงๆเพียง 20% นี่คือปัญหาโครงสร้างของงบประมาณ

นอกจากนี้ ในแผนการคลังระยะปานกลาง รัฐบาลตั้งเป้าจะขยายฐานภาษีเพื่อขยับประมาณการรายได้ต่อจีดีพี จาก 14.9% ขึ้นไปอยู่ที่ 15.1% ใน 4 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่อาจจะหลอกตัวเอง เพราะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยต่ำกว่าศักยภาพมาโดยตลอด ขณะเดียวกันรัฐบาลจะไม่สามารถปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามกรอบเวลา ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีทรัพย์สินให้ได้ตามเป้าหมาย และขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมเศรษฐกิจใหม่อย่างเศรษฐกิจดิจิทัล นำเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อจะได้จัดเก็บภาษีเป็นฐานรายได้ในการพัฒนาประเทศต่อไป

“ประเทศที่พัฒนาแล้วจัดเก็บภาษีทรัพย์สินได้หนึ่งถึง 3% ของจีดีพี แต่ประเทศไทยจัดเก็บได้เพียง 0.2% ของจีดีพีเท่านั้น งบปี 2570 คาดการณ์ว่าจะเก็บภาษีมรดกได้เพียง 1,000 ล้านบาท ทุกคนรู้ดีว่าบรรดากลุ่มชนชั้นสูงเจ้าสัวมหาเศรษฐีทั้งหลายเสียภาษีน้อยเกินไป ทั้งที่ภาษีทรัพย์สินจะเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำ ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งถือครองทรัพย์สินและรายได้ ประเทศไทยมีปัญหานี้สูงติดอันดับโลก แต่ผ่านมา 40 ปี ปัญหานี้ไม่เคยดีขึ้นเลย เพราะรัฐสภา และรัฐบาล ไม่เคยใช้กลไกงบประมาณทั้งเครื่องมือภาษี และเครื่องมือมาตรการการใช้จ่าย แก้ปัญหาอย่างจริงจัง“ นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า งบประมาณไม่ใช่เพียงเอกสารแสดงรายรับรายจ่าย แต่คือคำตอบของคำถามที่ว่ารัฐบาลนี้กำลังเลือกข้างใคร สิ่งที่น่าเป็นห่วงในตัวเลขงบประมาณปี 2570 ไม่ใช่แค่กรอบวินัยการเงินการคลัง แต่เป็นทิศทางการบริหารการเงินการคลัง ที่ประเทศกำลังส่งสัญญาณว่าเรากำลังมีคนส่วนใหญ่แบกรับต้นทุนอยู่ ขณะที่คนส่วนน้อยนั่งสบายๆ ถามว่ารัฐบาลได้ทำหน้าที่เต็มที่แล้วหรือยังในการจัดเก็บรายได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจการลงทุน ตนจึงไม่อาจรับหลักการร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เพราะประเทศจะเติบโตไม่ได้ ถ้าคนจนถูกทอดทิ้งชนชั้นกลางถูกกดทับ และไม่มีโอกาสในชีวิต

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน