เอกนิติ โยน ศาลรธน.ชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน ยันรัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน เหตุ เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เผย หากผลเป็นลบ เร่งจับมือเอกชน ฝ่าปัญหา
เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 6 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์กรณี ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุด คือพยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ว่ารัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมากและเรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมากสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
วันนี้ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไรหรือจะเริ่มใหม่หรือไม่ ตรงนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าเตรียมแผนสำรองกรณีที่คำพิพากษาอาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลไว้หรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า วันนี้ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือพยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)
เมื่อถามย้ำว่าหากผลออกมาเป็นลบจะมีแผนสำรองไว้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า จะใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งงบที่จะนำมาช่วยตรงนี้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น วันนี้ประเทศไทยจะรอการเปลี่ยนผ่านก็ได้ แต่ถ้ารอก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูงและไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก
เมื่อถามว่ามีโครงการที่จะเสนอขอการสนับสนุนจากพ.ร.ก.กู้เงิน มาบ้างหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า มีการพูดคุยบ้างในเรื่องการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของรถยนต์ จากการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้ไบโอดีเซล เป็นพลังงานชีวมวล ที่มาจากปาล์ม อ้อยและน้ำตาล ตรงนี้จะมีผลพลอยได้ทำให้เกษตรกร มีรายได้ดีขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนได้ตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” เพื่ออธิบายให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจ และหวังว่าทุกฝ่ายจะได้ช่วยกัน และพร้อมรับฟังความเห็นทั้งบวกและลบอยู่แล้ว ขอให้ทุกคนเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวในเพจดังกล่าวได้