‘ทวี’ ชี้ฮั้ว สว. กินรวบประเทศ “รัฐธรรมนูญ-รัฐบาล-รัฐสภา-องค์กรอิสระ” ปูดคนเอี่ยวมีทั้ง สส.รัฐบาล-รัฐมนตรี หลักฐานอยู่ในมือ กกต. ทั้งกล้องวงจรปิด ภาพ 200 ล้านภาพ โพยเหมือนกัน 99% จี้เปิดหีบบัตรพิสูจน์ ดันคดีถึงศาลยุติธรรมเอาผิดทั้งขบวนการ

วันที่ 12 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวในงาน “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ว่า เรื่องนี้เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากตีความสั้นๆ คือระบอบรัฐสภา

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า รัฐสภาในปัจจุบันมีอยู่ 4 รัฐ ได้แก่ 1.รัฐธรรมนูญ 2.รัฐบาล 3.รัฐสภา และรัฐที่ 4 คือรัฐที่ตนคิดมาเองคือ “รัฐอิสระ” ซึ่งมีหมวดศาลรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระ และหมวดของอัยการ รวมถึงประธานศาลปกครองสูงสุดที่ต้องผ่าน สว.ทั้งหมด ดังนั้น การที่จะกินรวบประเทศไทยได้ทั้งหมด ถือว่าเป็นความชาญฉลาดที่นำไปซ่อนไว้ในวุฒิสภา

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า จึงจะเห็นว่าวุฒิสภา ตอนช่วงบทเฉพาะกาล ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น และพรรคเพื่อไทยที่ได้ที่หนึ่ง แต่เขาไม่ให้เป็น กระทั่งรัฐธรรมนูญเดินทางมาถึงปี 2566 ใกล้เข้าปี 2567 ที่จะเปลี่ยนผ่านบทเฉพาะกาล และเกิดการคิดว่าทำอย่างไรก็ได้ที่จะยึด สว.ไว้ให้ได้แค่ 200 คน เพราะ สว. จะเป็นคนคุมอำนาจของรัฐอิสระ แม้แต่คนที่จะเป็นอัยการสูงสุดก็ต้องผ่าน สว.

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า จึงเกิดความคิดว่าถ้ายึดตรงนี้ได้ ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง คือรัฐบาล จะกลายเป็นลูกไก่ในกำมือ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ถูกส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็สามารถสั่งได้

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า ตนในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น มีการเลือกตั้ง สว. วันที่ 26 พ.ค.2567 และประกาศผลวันที่ 10 ก.ค.2567 จากนั้นประมาณ 1 ปี ก็มีการถ่ายทอดสดเรื่องฮั้วให้ดูทั้งประเทศ จนมีคนไปร้องให้เข้ากระบวนการเป็นคดีพิเศษ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ในความเห็นของตนบ้านเมืองของเราจะไปได้หรือไม่ได้ หากผู้ที่อยู่ในตำแหน่งไม่มีความแข็งแกร่งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ โดยเฉพาะการปล่อยให้ความชั่วร้ายมาครอบงำยิ่งไปกันใหญ่ หากตนได้อยู่ต่อขณะนั้นจะดำเนินคดีให้หมด เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ สว. แต่เป็นการสมคบคิดกันทั้งระบบ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า มีการใช้คนประมาณ 6-7 กลุ่ม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนั้นที่ไปเห็นระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนำไปศึกษาว่าจะฮั้วอย่างไร ซึ่งมาตรา 33 ในระเบียบการเลือกตั้งเขียนไว้ชัดเจนว่า การเลือกตั้งวุฒิสภาใช้วิธีลงคะแนนลับตามวิธีการที่กำหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในช่วงที่ตนถูกฟ้องว่ามีศักดิ์สูงกว่า พ.ร.บ.

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ดังนั้น เมื่อเป็นการใช้วิธีลับก็ปรากฏว่า กกต. ไปออกระเบียบกันได้มาซึ่งวุฒิสภา ในข้อ 122 ที่ระบุว่าการให้เบอร์ผู้สมัคร ใช้เบอร์จังหวัดและประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นความชาญฉลาดของกลุ่มที่จะไปทำโพย ตนจึงมองว่าเรื่องนี้ต้องโยงไปที่ กกต.

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า ที่สำคัญกว่านั้นในปี 2567 กกต.ส่งงบการเงินมาให้สภาตรวจ เช่นเดียวกับปี 2566 ที่มีการเลือกตั้ง สส. ซึ่งใช้เงินสนับสนุน 1.3 ล้านบาท แต่ สว. สมัครไม่ถึง 50,000 คน กกต. กลับใช้เงินสนับสนุนถึง 206 ล้านบาท

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ในระเบียบ กกต. ระบุว่าในระดับอำเภอให้นายอำเภอเป็นหัวหน้า ระดับจังหวัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้า และเมื่อเป็นระดับประเทศ ให้ประธาน กกต. และเลขาฯ กกต. เป็นหัวหน้า ดังนั้น บรรดาคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือคนหากคนไม่สัตย์ซื่อ จะสะท้อนอะไรดูอย่างจังหวัดอุดรธานีและอีกหลายจังหวัดที่มีคนเป็นล้าน แต่ไม่ได้ สว.สักคน เพราะไม่ได้ทำเรื่องนี้

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า อ้างอิงจากการคำให้การในชั้นคดีพิเศษ มี สส.ประมาณ 69 คน และเครือข่ายไปทำ ซึ่งถือเป็นปฐมบทของเรื่องนี้ โดยมีการแบ่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณ ผู้อนุมัติใช้เงิน 400 ล้านบาท ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย อย่างน้อยตนและนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ก็เป็นคนที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพราะคนอื่นไม่ได้ถูกวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้รับหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์คือเงินไม่ถึง 300 ล้านบาท แต่มีการใช้คณิตศาสตร์ไปคำนวณย้อนกลับ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญรับว่ามีมูลน่าเชื่อว่าเกิน 300 ล้านบาท จึงให้เป็นคดีพิเศษ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังมีบุคคลที่ไม่ได้ถูกดำเนินคดีจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ปล่อยให้ทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ รวมถึง กกต.ในขณะนั้น เพราะปัญหาที่มาของคดีนี้มีโพยหลายกลุ่มที่เหมือนกันไปแล้ว 99%

“ปรากฏว่าในการสอบสวนหลักฐานทั้งหมดอยู่ใน กกต. มีการนำภาพหลักฐาน กล้องวงจรปิด และภาพอีกประมาณ 200 ล้านภาพ เพราะในพยานหลักฐานที่ระบุมา ถ้าเลขเหมือนกัน กาเหมือนกัน 5 เบอร์ เปรียบเหมือนกันหาเม็ดทราย 1 เม็ดในจักรวาล ยังง่ายกว่าที่จะกาเหมือนกันใน 200 คน ซึ่งภาพในกล้องปรากฏแล้ว”

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า แนะนำว่า ระเบียบ กกต. ข้อ 146 ยังไม่ให้ทำลาย สามารถไปเปิดหีบได้ เพื่อดูว่าในกลุ่มนี้หากเหมือนกันก็ชัดเจน ตนเชื่อว่ากลุ่มที่มีโพลคะแนนจะเด้งขึ้นไป ประมาณ 50-70 กว่า แต่ถ้ากลุ่มที่ไม่มีโพย จะมาอยู่ในกลุ่มที่ 18, 19, 20 ซึ่งมีช่องว่างเยอะมาก

พ.ต.อ.ทวี กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ขอให้ กกต. รับฟังเพราะเป็นโอกาสและความท้าทาย กกต. ควรทำความสะอาดประเทศไทยเรื่องการเลือกตั้ง ขอให้เปิดหีบบัตร ตนเชื่อว่าใช้เวลาแค่ครึ่งวันในการที่จะใช้นักคณิตศาสตร์พิสูจน์ตัวเลขที่เรียงกันเหมือนกัน 5 ตัว โดยพิสูจน์ทั้งกลุ่มที่ลงคะแนนตอนเช้าและตอนบ่าย เพราะเลือกตั้งท้องถิ่นยังสามารถเปิดหีบได้

“เท่าที่ทราบคือมีการดำเนินคดี 7 ข้อหา คือดำเนินคดีกับพรรคการเมืองและสส. ที่ไปช่วยเหลือ สว.ประมาณ 22 คน ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐบาลและเป็นคณะรัฐมนตรี เชื่อว่าการพิสูจน์เหล่านี้ง่ายมาก ใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ เมื่อตรวจสอบพบก็นำกลุ่มบุคคลเหล่านี้ออก แม้ขณะนี้เขากินรวบได้ แต่ยังขาดสถาบันศาลยุติธรรม ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้เรื่องนี้ถึงศาลยุติธรรม” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน