“9เครือข่ายจิตอาสา” ยื่นหนังสือ ผลักดันโทษประหารชีวิต ฆาตกรรมร้ายแรง-ทำความผิดซ้ำซาก จากกรณี”ไอ้ธง ไอ้ป๋อง” ด้าน “สส.พรรคเศรษฐกิจ” เตรียมชงแก้กม.ประหารชีวิต ขอ สส.ในสภาร่วมลงชื่อ 25 เสียง -ร่วมแสดงเจตจำนง ไม่เอาอาชญากร ไม่เอาสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทยอีก

3 ส.ค. 69 – ที่รัฐสภา พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจ และ น.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ รับหนังสือจาก 9 กลุ่มจิตอาสา

นำโดย นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วย มูลนิธิเป็นหนึ่ง, สายไหมต้องรอด ,มูลนิธิองค์กรทำดี,กลุ่มประชาชนเพื่อประชาชน , กลุ่มจ่าคิงส์สะพานใหม่ ,กลุ่มมุสลิมอาสาพัฒนาสังคม, มูลนิธิวินวิน และกลุ่มไทยไม่ทน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการบังคับใช้กฎหมายโทษประหารชีวิต ในคดีฆาตกรรมร้ายแรง โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำผิดมีพฤติการณ์กระทำความผิดซ้ำซาก

โดย นายแทนคุณ กล่าวว่า ขอให้มีการผลักดันมาตรการดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับฆาตกร ที่ประทุษร้ายต่อชีวิตและเพศ โดยลงโทษประหารชีวิตและทบทวนมาตรการการลดโทษพักโทษหรือการปล่อยตัว และให้บังคับใช้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือใช้ความรุนแรงพ.ศ 2565 อย่างเคร่งครัดและเข้มข้นขึ้น

นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การประทุษร้ายต่อชีวิตและเพศในประเทศไทยมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งชาวไทยที่ต้องเสียชีวิตในกรณีล่าสุดส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยต่อชีวิตของประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

โดยเฉพาะเสียงเรียกร้องที่สะท้อนถึงความต้องการให้มีการดำเนินการประหารชีวิตอาชญากร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมที่จะรักษาและสร้างความเชื่อมั่นให้เป็นหลักประกันด้านความปลอดภัยที่ควรจะเป็นวาระแห่งชาติ

ตั้งแต่ต้นน้ำคือการป้องกันการจับกุมดำเนินคดีการส่งฟ้องการตัดสินคดี จนถึงปลายน้ำ คือการคุมขังบำบัดฟื้นฟู และการพิจารณาเหตุบรรเทาโทษตามคำพิพากษาการลดวันต้องโทษจำคุก การพักโทษ การปล่อยตัว ในกรณีต่างๆ

รวมถึงการพ้นโทษ โดยเฉพาะการพิจารณาให้ใช้โทษประหารชีวิต และงดการใช้มาตรา 52 (1) ในพฤติกรรมอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ จากการลดโทษ 1 ใน 3 เปลี่ยนเป็นการจำคุกตลอดชีวิต หรือ(2)ลดโทษกึ่งหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นจำคุก 25-50 ปี ด้วยเหตุนี้ เป็นการลดโทษต่อเนื่องในที่สุดก็เหลือโทษจำขังเพียงไม่กี่ปี

“จนประชาชนจำนวนมากเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยเป็นเพียงเสือกระดาษที่ไม่มีใครเกรงกลัว หรือการฆาตกรรมการฆ่าคนตาย ติดคุกไม่กี่ปีก็พ้นโทษ และก่อเหตุซ้ำๆอีก ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตคนไทย ที่ดูเหมือนว่า อาจจะไร้ค่ากว่าชีวิตฆาตกรหรือไม่ จนไม่มีอาชญากรคนไหนสำนึก หรือเกรงกลัวต่อการบังคับใช้กฎหมาย

รวมทั้งการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตและเพศ การใช้ความรุนแรงควรมีมาตรการบำบัดฟื้นฟู แก้ไขพฤติกรรมให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าปัจจุบัน”นายแทนคุณกล่าว

นายแทนคุณ กล่าวอีกว่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนการประหารชีวิต อาชญากรคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ ต่อชีวิตเพศและทรัพย์สิน และยาเสพติดร้ายแรง

เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมควรปฏิรูปทั้งระบบ เพื่อสร้างความคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยให้กับผู้ที่ใช้ชีวิต อยู่อาศัย ลงมือทำธุรกิจ และนักท่องเที่ยวในราชอาณาจักรไทย ได้อย่างเต็มที่ และควรนำเรื่องความปลอดภัยจากอาชญากรรม ให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง

รวมทั้งหามาตรการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเชิงป้องกันให้มีความรวดเร็วทันสมัยมีประสิทธิภาพ เช่นการใช้เทคโนโลยีตรวจจับ จาก AI ผ่านกล้องวงจรปิดหรือ โดรน หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ เครือข่ายภาคประชาชน ในการเฝ้าระวังป้องกันการตรวจจับบุคคลอันตรายที่เคยก่ออาชญากรรมร้ายแรงไม่ให้เข้าใกล้ เข้าถึงพื้นที่เปราะบาง เช่น โรงเรียน สถาบันการศึกษา หรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

รวมทั้งมีมาตรการเข้มข้น ในการดำเนินคดีฐานความผิดคดีอุกฉกรรจ์ และสะเทือนขวัญที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการปล้นฆ่า ข่มขืน การทำร้ายร่างกายจนผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ลงโทษประหารชีวิตโดยไม่มีข้อยกเว้น

และยกเลิกการลดโทษ ต่อบุคคลเหล่านั้นทุกกรณี รวมทั้งวิวัฒนาการบำบัดฟื้นฟูผู้เคยมีประวัติในการกระทำความผิดร้ายแรง ที่พ้นโทษให้อยู่ในการกำกับดูแลของ กรมคุมประพฤติ เพื่อติดตามพฤติกรรมหลังพ้นโทษอย่างเคร่งครัด

ด้าน น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง กล่าวว่า ตนทำงานด้านเด็กและสตรี เห็นเหยื่อที่ถูกใช้ความรุนแรง ล่าสุด 1 ปี 11 เดือน โดนปู่เลี้ยงข่มขืน กัดทั่วร่างกาย อวัยวะเพศฉีกขาด คนเหล่านี้ทำผิดซ้ำๆ ติดคุกแล้วออกมาทำอีก ใครจะมองว่าเรารุนแรงไม่สนใจที่ให้ประหารชีวิต แต่ณเวลานี้มีคนที่รุนแรงกว่า พวกเราเยอะ

“อย่างไอ้ป๋อง อาจจะมีมากกว่า ไอ้ป๋อง คนเดียวด้วยซ้ำ เราไม่ได้มาผลักดันเรื่องของป๋อง เพราะที่ผ่านมาเราพยายามเรียกร้องโทษประหารชีวิตหรือโทษสูงสุดไม่จำเป็นต้องลดโทษคนเหล่านี้ได้หรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่มักจะ บอกว่า อยู่ในคุกประพฤติดี เพราะพื้นที่มีแค่นั้น จะแสดงอภินิหารอะไรได้

แต่พอออกมาจากข้างในคนเหล่านี้ก็จะทำสันดานเดิมๆไม่ได้เป็นแค่นิสัยแต่เป็นที่สันดาน ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต ใครจะบอกว่าไม่ได้ก็ในเมื่อคนที่ถูกกระทำเสียชีวิตไปแล้ว เราไม่สามารถเรียกร้องให้เขากลับมามีชีวิตได้แล้ว ทำไมเราจะต้องทำให้ผู้กระทำเสียชีวิตอีก ไม่มีอะไรดีขึ้น

แล้วคนที่เสียชีวิตเขามีโอกาสเรียกร้องหรือไม่ ญาติที่ต้องทนกับความเจ็บปวด ที่ต้องเห็นลูกหลานโดนกระทำ มันตลกที่จะบอกว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธเราทำแบบนี้ไม่ได้ ขอถามว่าถ้าโทษเราหนักจริง แรงจริง อาชญากรรมทำไมจะไม่ลด ที่ผ่านมามันมีให้เห็นอะไรที่เราปราบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมันน้อยลงจริง”ต้นอ้อ กล่าว

ด้านนายอัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือเต้ อาชีวะ นักเคลื่อนไหวกลุ่มไทยไม่ทนกล่าวว่า ในฐานะที่เป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้ต้องขัง รู้นิสัยใจคอบางคนไม่ปรับจริงๆแต่สิ่งที่สังคมเราควรปรับคืออยากให้ปรับนักสิทธิมนุษยชน

“ถ้าโลกสวยมากเอาอาชญากรที่อุกฉกรรจ์เหล่านี้ไปใส่กำไร EM แล้วอยู่บ้านท่าน แล้วคอยดูแลท่าน ท่านดูแลให้ดีที่สุดเลย ผมเป็นพ่อคน ผมมีลูกสาว ถ้านึกสภาพลูกเราโดนอย่างนั้นเราจะรู้สึกอย่างไร ผมไม่เข้าใจว่าเขาเรียกร้องสิทธิ์ให้กับฆาตกรหรือพวกกระทำความผิด โลกสวยเกินไปบางทีไม่ถูกต้อง

ผมมองว่า มันถึงเวลาที่พวกเราต้องดูแลคนบริสุทธิ์ของประเทศ ถึงเวลาที่เราต้องดูแลปุถุชนวิญญูชนสามัญชนที่เคารพในกฎหมายถึงเวลาที่พวกคุณต้องแก้ ถึงเวลาที่พวกสส.ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ปรับใช้และบังคับใช้ถ้ามากเกินไป ละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็เอาพวกนั้นไปอยู่ในบ้านท่าน”นายอัครวุธกล่าว

ขณะที่นายรพี ชำนาญเรือง นักเคลื่อนไหวทางสังคมและผู้ประสานงานช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า คนไทยมีทั้งหมด 65 ล้านคน คนที่กระทำผิดซ้ำๆแบบนี้ ตนได้ไปสัมผัสกับเหยื่อแล้ว จึงอยากฝากไปถึงข้าราชการ หรือผู้มีอำนาจทุกคน ว่าเราให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายแต่ไอ้คนที่กระทำผิดซ้ำยังได้ออกกลับมา

จึงเกิดคำถามว่า ญาติของเหยื่อ จะได้รับความเป็นธรรมอย่างไร วันนี้ถ้าพวกอาชญากรพวกนี้ออกมา ปรับตัวอยู่ในสังคมพวกมันอยู่ได้ แต่พวกเราจะอยู่กันได้อย่างไร จึงอยากฝากถึงผู้มีอำนาจที่ออกกฎระเบียบต่างๆรวมถึงนักสิทธิฯ

ด้าน น.ส. อังสณา กล่าวว่าตนทำงานกับเด็กและสตรีมานาน โทษประหารมีมานานแล้ว แต่ครั้งล่าสุดที่ประหารประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว แต่เหตุการณ์ อุกฉกรรจ์เกิดขึ้นอยู่ตลอด เมื่อเกิดขึ้นก็ออกมาเรียกร้อง พอผ่านไปก็ลืม

พรรคเศรษฐกิจจึง อยากผลักดันกฎหมายประหารให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เพราะตอนนี้เราหย่อนยานกันจนคนกระทำผิดไม่ได้กลัว บางคนถึงขั้นพูดว่า ทำไปไม่กี่ปีก็ได้ออกมาแล้ว

เช่น กรณีนายศักดิ์ ปากรอ ที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ไป 5 ชีวิตเมื่อพ้นโทษออกมาก็ถูกยิงเสียชีวิต ทำให้เกิดศาลเตี้ย จึงอยากผลักดันให้กฎหมายประหารชีวิตกลับมาศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งให้คนเหล่านี้เกรงกลัวที่จะตัดสินใจในการกระทำความผิดก่อน

ส่วนนายคริส กล่าวว่า ตนรู้สึกถึงความโกรธแค้น ปวดร้าว ที่ทุกคนมายื่นหนังสือเพื่อแสดงเจตจำนงของคนไทย ในการที่จะบอกว่าวันนี้เราจะไม่เอาวิธีการจัดการแบบเดิมอีกแล้ว และกระบวนการยุติธรรมไทยวันนี้ตนถือว่าล้มเหลวสิ้นเชิง ในฐานะ สส. สิ่งที่เราจะทำได้คือการเสนอแก้ไขกฎหมายประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“วันนี้กฎหมายประหารชีวิตมีอยู่ แต่ไม่กล้าใช้ ศาลตัดสินประหารชิวิตจริง แต่ไม่มีการประหารจริงเพราะเราถูกแรงกดดันจากนานาประเทศ เราแคร์อนุสัญญาบ้าบอ แต่วันนี้คนไทยตายจริง ต่างชาติตายจริง ที่นี่ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตัวเอง กฎหมายของเรา เราต้องกล้าบอกว่า เราจะจัดการบริหารบ้านเมืองอย่างไร ถ้าอาชญากรคนไหนกล้าที่จะทำผิดกฎหมาย ต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง และต้องได้รับโทษโดยไม่มีการลดโทษ”นายคริสกล่าว

นายคริส ยังกล่าวต่อว่า ไม่ใช่แค่อาชญากรรม แต่จะต้องทำในคดีทุจริตด้วย เราปล่อยให้คุกเป็นที่ที่เอาไว้ขัง เมื่อขังเสร็จแล้วแป๊บเดียวก็ปล่อยออกมา พรรคเศรษฐกิจ จึงเสนอว่า จะต้องไม่มีการลดโทษผู้กระทำความผิดเหล่านี้อีก เพราะหลายครั้งที่อาชญากร นักการเมือง ข้าราชการ ที่กระทำความผิดในประเทศไทย ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

เพราะเขารู้ตัวอยู่แล้วว่า เขาจำนนต่อหลักฐานเขาสารภาพ จากโทษประหารชีวิตก็โดนแค่ตลอดชีวิต และเข้าไปอยู่ในคุก ประพฤติปฏิบัติตัวดี ก็ได้ลดโทษ เหลือโทษจริง 7 ปี

ดังนั้นกระทรวงยุติธรรมต้องตอบสังคมให้ได้ว่าเอานักโทษเหล่านี้เข้าไปในคุกแล้วบอกว่าจะบำบัด แต่กระทรวงยุติธรรมไทยไร้สาระ ไม่ทำงานในสิ่งที่ควรจะทำ วันนี้ภาคประชาชนพูดกับประชาชนทั้งประเทศว่าเราจะไม่ยอมให้กระทรวงยุติธรรมทำแบบนั้นอีกแล้ว จึงเสนอว่าอาชญากรคนไหนที่กระทำความผิดโดยร้ายแรงต้องถูกประหารชีวิตจริง

“วันนี้ไม่มีใครกำจัดเขาออกจากสังคม ไอ้ธง ไอ้ป๋อง เข้าไปอยู่ในคุก 7 ปี ออกมาปุ๊บ ฆ่า 3 พ่อแม่ลูกคนไทย และฆ่า 2พี่น้องชาวรัสเซียต่อ รายอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้แล้ว เราปล่อยผ่านไม่ได้แล้ว พรรคเศรษฐกิจ มีสส. 3 เสียงยังไม่พอที่จะแก้ไขกฎหมาย จึงขอวิงวอนให้ สส. พรรคอื่น ร่วมกันเซ็นชื่อแก้ไขกฎหมายนี้ในสภาต้องการเพียง 25 เสียง

แต่ถ้าไม่มีสส.คนไหนเสนอ ประชาชนสามารถที่จะรวมกันเซ็นชื่อ 10,000 ชื่อ แก้ไขกฎหมายนี้ได้ และขอเสียงวิงวอนจากตัวแทนประชาชนทั้งหมดในสภา 250 เสียง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านถ้าเห็นตรงกันร่วมกันเซ็น ร่วมกันผ่านกฎหมายนี้เป็นการประกาศเจตจำนงว่าเราจะไม่เอาอาชญากรไม่เอาสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทยอีก”นายคริสต์ กล่าว

นายคริส กล่าวต่อว่า การแก้ไขกฎหมายนี้สามารถบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในสมัยหน้าช่วงปลายเดือนสิงหาคมได้เลย เพราะถือเป็นเรื่องเร่งด่วน และคิดว่าไม่น่าจะเกิน 1 ปี กฎหมายนี้จะบังคับใช้ได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน