ผู้เสียหายหมอพร้อม เผยเจ้าหน้าที่โทรร้องไห้หลังเตรียมยื่น กระทรวงสาธารณสุข ย้ำให้ข้อมูลเป็นประโยชน์สามารถกันไว้เป็นพยาน

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายรภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม นำตัวแทนผู้เสียหายจากกรณีข้อมูลทางการแพทย์ในระบบ “หมอพร้อม” ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทั้งข้อมูลการรักษาพยาบาล การตรวจคัดกรองสุขภาพ การวินิจฉัยโรค และประวัติการจ่ายยา รวมกว่า 10 คน

เข้ายื่นหนังสือถึงนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของกระทรวง เนื่องจากรัฐมนตรีติดภารกิจตรวจเยี่ยมสถาบันโรคผิวหนัง เพื่อเรียกร้องให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการบันทึกข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ

นายรภัสสิทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้เสียหายเข้าร่วมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลแล้วกว่า 100 ราย จึงเดินทางมายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับคำชี้แจงเบื้องต้นที่ระบุว่าเป็นเพียง “Human Error” หรือเกิดจากชื่อ-นามสกุลซ้ำกัน เพราะผู้เสียหายจำนวนมากเป็นบุคคลจริง และพบว่าประวัติการรักษาในระบบไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่ 1.ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึก ว่า รพ.ไหน บุคคลใด มีการบันทึกข้อมูล ใครเกี่ยวข้องบ้างให้ตรวจสอบทั้งหมด 2.เร่งปรับแก้ ลบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบออกจากระบบทั้งหมด พร้อมให้หนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมดว่าข้อมูลที่ปรากฎเป็นความผิดพลาดของระบบ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทางกฎหมายในอนาคต

นายรภัสสิทธิ์ กล่าวว่า 3.ให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเร่งด่วน หากพบใครผิดให้ดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงทางอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และ 4.ให้ตรวจสอบและแจ้งผลต่อผู้เสียหายตามรายชื่อที่แนวมาทั้งหมดภายใน 15 วัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าต้องการให้หาตัวผู้กระทำผิดใช่หรือไม่ นายรภัสสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ เพราะการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบย่อมมีผู้บันทึกข้อมูล จะอ้างว่าเป็นเพียงความผิดพลาดจากการส่งต่อข้อมูลไม่ได้ หากไม่ดำเนินการเอาผิด จะทำให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

ส่วนการดำเนินคดีนั้น ผู้เสียหายทุกคนมีความประสงค์จะดำเนินคดีอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่ยังให้โอกาสกระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน หากครบ 15 วันแล้วยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน จะเดินหน้าดำเนินคดีทันที อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เสียหายเห็นใจเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ หากมีการถูกกดดันจากการทำตัวชี้วัด (KPI) ก็ขอให้เปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมด” นายรภัสสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบต่อการทำประกันสุขภาพ ตอนนี้มีใครได้รับผลกระทบบ้างหรือไม่ คุณฮารุ ผู้เสียหาย ระบุว่า หลายคนยังกังวลและไม่กล้าเปิดเผยตัว เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการพิจารณารับประกันหรือการเคลมประกันในอนาคต จึงเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขออกหนังสือแจ้งบริษัทประกันทั่วประเทศว่า ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนดังกล่าวไม่ได้เกิดจากประวัติการรักษาจริงของประชาชน

เมื่อถามถึงการประสานหน่วยงานอื่น เช่น Health Link หรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายรภัสสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องการให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะประชาชนไม่ควรต้องเดินเรื่องเอง ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดข้อมูลผิดพลาด

ถามต่อว่าข้อมูลที่ผิดพลาดไป เกิดขึ้นในพื้นที่ใดมากที่สุด คุณฮารุ ระบุว่า จากข้อมูลของผู้เสียหาย ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือภาคเหนือ และหลายกรณีเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยพบข้อมูลผิดซ้ำต่อเนื่องหลายปี จึงไม่น่าใช่ความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลเพียงครั้งเดียว

นายรภัสสิทธิ์ ยังแสดงความกังวลว่า หากข้อมูลที่ผิดพลาดถูกเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูลการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาล แพทย์อาจใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องประกอบการวินิจฉัยและรักษา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลในระบบถูกเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูลใดบ้าง และมีมาตรการป้องกันผลกระทบอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าขณะนี้ สธ. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว ผู้เสียหายได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมหรือไม่ นายรภัสสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้แทนผู้เสียหายได้รับเชิญเข้าร่วมคณะกรรมการตรวจสอบ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าการตรวจสอบกันเองอาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้

โดยในวันพุธนี้ กลุ่มผู้เสียหายจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เข้าร่วมตรวจสอบอีกช่องทางหนึ่ง อย่างกรณีข้อมูลผิดพลาดจำนวนมากที่กระทรวงเคยเปิดเผยว่ามีกว่า 13,000 ราย เป็นเพียงความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลจริงหรือไม่ หรือมีความเกี่ยวข้องกับการกำหนด KPI หรือการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งต้องตรวจสอบทุกประเด็นให้สิ้นข้อสงสัย

เมื่อถามว่าหากมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพร้อมให้ข้อมูลข้อเท็จจริง จะสามารถกันเป็นพยานได้หรือไม่ นายรภัสสิทธิ์ กล่าวว่า หากพบว่ามีการจงใจบันทึกข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ย่อมสามารถตรวจสอบย้อนกลับจากบัญชีผู้ใช้งาน (Login) ได้ เพราะทุกการบันทึกข้อมูลมีร่องรอยในระบบ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

รวมถึงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นอกจากนี้ หากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน ก็สามารถพิจารณากันไว้เป็นพยานได้ตามกระบวนการกฎหมาย

“สามารถกันไว้เป็นพยานได้ ถ้ามีการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อยู่ในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าท่านมีข้อมูล มันต้องมีแน่นอน เพราะว่ามีคนโทรมาร้องไห้ เป็นระดับเจ้าหน้าที่ที่เป็นลูกจ้าง คนที่คีย์ข้อมูล พอเขาเห็นว่าเราจะมาดำเนินการ เราจะมาที่กระทรวงสาธารณสุข เขาก็โทรมากังวลมาก ขออย่ามาได้ไหม เพราะเขาเป็นคนระดับปฏิบัติการ เขาก็กังวลถึงขั้นร้องไห้

เพราะฉะนั้นมันต้องมีคนคีย์แน่นอน แต่วันนี้สาธารณสุขท่านไปจัดการ ไปดำเนินการก่อน เอาข้อมูลทุกอย่างมาเปิด มาเคลียร์ก่อน และขอเชิญผู้เสียหายเข้าไปเป็นกรรมการในการตรวจสอบด้วย มันจะได้แฟร์ๆ ไม่ใช่ท่านตรวจสอบกันเองอยู่” นายรภัสสิทธิ์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน