องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษาจำคุก สมหญิง บัวบุตร อดีต สส.เพื่อไทย 3 ปี 4 เดือน คดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอล

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.อธ 2/2567 หมายเลขแดงที่ อม.อธ. 4/2569 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์กับ นางสมหญิง บัวบุตร อดีตสส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย (พท.) จำเลยที่ 1 นายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายอดุลย์ กองทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ , ห้างหุ้นส่วนจำกัด จี โอ โอ ดี นายอนุชา หรือนนทชิต วงศ์มณีรัตน์

บริษัท ที วี เอ็น เทคโนโลยี จำกัด , น.ส.พรเพ็ญ ภิรมย์กิจ , บริษัท วาย อีอี จำกัด , นายยี พณิชยา , บริษัท สปอร์ต แอนด์ เกม จำกัด , น.ส.เบญจพันธ์ บุญบงการ และ นายพิพัฒน์ กาลพัฒน์ รวม 12 คน

โดยโจทก์และจำเลยที่ 1, 2, 4, 5 และ 8 ถึง 12 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงวันที่ 5 ก.ย.2567 ซึ่งองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ รับอุทธรณ์วันที่ 9 มิ.ย.2568 ต่อมาจำเลยที่ 8 ถึง 11 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลมีคำสั่งอนุญาต

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์มีคำพิพากษาโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็น สส.เข้าไปกำหนดรายชื่อโรงเรียนในเขตพื้นที่เลือกตั้งของตน ให้ได้รับงบประมาณ 45,000,000 บาท อันเป็นการกระทำโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้ สส.มีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 อีกบทหนึ่ง

จำเลยที่ 2 กำหนดรายชื่อโรงเรียนตามความต้องการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง เพื่อให้สามารถนำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 จำนวน 45,000,000 บาท ไปลงในพื้นที่เลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ในขณะที่เพิ่งเกิดอุทกภัยใหญ่ในประเทศ เพื่อให้ก่อสร้างสนามฟุตซอลเท่านั้น ทำให้โรงเรียน 12 แห่ง ไม่สามารถนำงบประมาณไปใช้ก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียน อาคารประกอบและสิ่งก่อสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมและที่ประสบอุบัติภัยตามความขาดแคลนที่แท้จริงได้

จำเลยที่ 3 ซึ่งมีอำนาจในการจัดสรรและอนุมัติงบประมาณ กำหนดแบบประมาณการราคาวัสดุที่มีสินค้าของจำเลยที่ 9 – 11 แล้วให้ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้งบประมาณลงชื่อต่อๆ กัน โดยมีเจตนาให้โรงเรียนที่ได้รับงบประมาณนำไปกำหนดใน TOR ของแต่ละโรงเรียน ให้มีแผ่นยางสังเคราะห์ EVA ของจำเลยที่ 10 และไม่ได้มีคำสั่งให้โรงเรียนทั้ง 12 แห่ง ดำเนินการสืบราคามาตรฐาน ราคาตามท้องตลาด หรือราคาที่มีการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหลังสุดภายในกำหนดเวลา 2 ปี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535

ทั้งที่สำนักตรวจเงินแผ่นดิน จ.อำนาจเจริญ มีข้อทักท้วงมาแล้ว ต่อมาเมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักตรวจสอบพิเศษ ภาค 5 ตรวจสอบแล้วพบว่า โรงเรียนต่างๆ กำหนดราคาแผ่นยางสังเคราะห์ EVA ขึ้นเอง โดยมีราคาเกินไปกว่าราคาท้องตลาดรวมประมาณ 24,000,000 บาท ทั้งแผ่นยางไม่สามารถใช้กับสนามฟุตซอลกลางแจ้งได้ นอกจากนี้แบบประมาณการราคาวัสดุดังกล่าวมีการกำหนดรายชื่อหนังสือที่จำเลยที่ 9 – 11 เพิ่งจัดพิมพ์ขึ้น ซึ่งหนังสือดังกล่าวสามารถใช้งบดำเนินการในการจัดซื้อได้

แต่จำเลยที่ 3 กลับกำหนดให้มีหนังสือของจำเลยที่ 9 – 11 ถึง 6 รายการ ในการก่อสร้างสนามฟุตซอล ซึ่งใช้งบลงทุนในการจัดซื้อจัดจ้าง จึงมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ และกีดกันบุคคลอื่นไม่ให้เข้าสู้ราคาได้โดยง่ายหรือที่เรียกกันว่า ล็อกสเปก ด้วยมีเจตนาไม่ให้มีการแข่งขันเสนอราคาอย่างเป็นธรรม

จำเลยที่ 4 และที่ 5 เมื่อปรากฏว่าการจัดซื้อจัดจ้างที่ศาลฟังว่า มีการกระทำความผิดมีสินค้าของจำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 รวมถึง 7 รายการ เพื่อไม่ให้การได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ จากแบบประมาณการราคาวัสดุ จำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 จึงทำหนังสือแต่งตั้งให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของตนมีลักษณะเป็นการอำพราง เพื่อไม่ให้ตรวจสอบพบจำเลยที่ 9 – 11 ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าตามที่กำหนดใน TOR ในการประกวดราคา

จำเลยที่ 5 ได้ว่าจ้างน้องสาวของจำเลยที่ 12 ไปยื่นเอกสารประกวดราคา โดยตกลงจ่ายค่าจ้างในการยื่นซองโรงเรียนละ 2,000 บาท จากนั้นให้ผู้รับมอบอำนาจพร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนเป็นผู้ดำเนินการยื่นเอกสารประกวดราคาตามรายชื่อโรงเรียนและเวลาที่จำเลยที่ 5 กำหนด

ทั้งนี้ จำเลยที่ 9 -11 ยังว่าจ้างบุคคลในการซื้อซองประกวดราคา โดยมีการระบุรายชื่อโรงเรียน รายชื่อครูและหมายเลขโทรศัพท์มอบให้เพื่อใช้ในการติดต่อ เมื่อซื้อซองประกวดราคาได้แล้วให้นำไปส่งให้แก่จำเลยที่ 8 และที่ 11 ที่บ้านที่กรุงเทพฯ และให้ไปทำการเสนอราคาแข่งขัน โดยในการเสนอราคาจะได้รับการสั่งการจากจำเลยที่ 9 และที่ 11 ไว้แล้วว่าราคาสุดท้ายจะเป็นราคาเท่าไหร่

พฤติการณ์เป็นการตกลงว่าจ้างบุคคลให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนและร่วมกันเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ อันมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจตามปกติ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4

จำเลยที่ 12 เป็นผู้ชี้แจงการจัดซื้อจัดจ้างสนามฟุตซอลกลางแจ้งในงบประมาณ 45,000,000 บาท ที่ร้านอาหารแก่ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมีหนังสือแจ้งจัดสรรงบประมาณไปยังจำเลยที่ 3 โดยประสานงานกับผู้ให้บริการตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ไว้ด้วยว่าได้ประสานงานกับโรงเรียนไว้เรียบร้อยแล้วให้ไปติดต่อได้เลย ในวันที่ชี้แจงมีการแจกแผ่นซีดีที่มีรายละเอียดในเรื่องการกำหนดราคาค่าก่อสร้างสนามฟุตซอลสูงกว่าราคาท้องตลาด

ต่อมาจำเลยที่ 3 และโรงเรียนทั้ง 12 แห่ง นำข้อมูลตามแผ่นซีดีที่จำเลยที่ 12 แจกไปกำหนดใน TOR ของแต่ละโรงเรียน อีกทั้งข้อมูลของจำเลยที่ 12 ได้รับการรับรองซ้ำโดยจำเลยที่ 3 นำมาทำแบบประมาณการราคาวัสดุรวมทั้งใช้อำนาจของจำเลยที่ 3 อนุมัติรายการให้ตรงกับที่ได้รับข้อมูลมาจากจำเลยที่ 12 เป็นผลให้คณะกรรมการชุดต่างๆ ของโรงเรียนไม่ได้ทำตามระเบียบขั้นตอนของทางราชการ ข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงมาถึงจำเลยที่ 12 คือแผ่นซีดีที่สอดคล้องกับแบบประมาณการราคาวัสดุที่จำเลยที่ 3 ทำขึ้นเป็นเอกสารราชการฉบับลงวันที่ 24 พ.ค. 2555 และ TOR ของแต่ละโรงเรียนซึ่งมีคุณลักษณะตรงกับสินค้าของจำเลยที่ 9 ถึง 11 และตรงกับแผ่นซีดีที่จำเลยที่ 12 แจกถึง 7 รายการ การกระทำของจำเลยที่ 12 จึงเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 3 ในการกระทำความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 12 เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน

เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 ให้จำคุก 5 ปี

จำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ หากจำเลยที่ 3 ไม่ร่วมมือด้วยการทุจริตคดีนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ และเมื่อเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก

เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 12 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 12 มีบทบาทสำคัญดำเนินการให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 12 แห่ง ใช้ร่างขอบเขตงาน (TOR) โดยมิชอบ เป็นเหตุให้มีการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก

สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุก 3 ปี 4 เดือน , จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี , จำเลยที่ 5 ที่ 9 ที่ 11 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน, จำเลยที่ 12 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก, จำเลยที่ 7 จำคุก 1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี, ลงโทษปรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 10 คนละ 14,978,333.33 บาท

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน