รักชนก ยื่น ป.ป.ช. เอาผิด ‘ไชยชนก’ ล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล TH-AI Passport แฉข้อมูลยังเหลือเป็น ‘กระบุง’ เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ จวกหากดันเฟส 2 ทั้งที่ Active User ไม่ถึง 10% คือไม่ได้ทำเพื่อประชาชน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ติดตามงบประมาณฯ นำสำนวนพร้อมพยานหลักฐานเข้ายื่นต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ TH-AI Passport
น.ส.รักชนก กล่าวว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), ปลัดกระทรวงดีอี, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.), ประธานคณะร่าง TOR และบุคคลที่เกี่ยวข้องจากบริษัท Human Intelligent
สำหรับนายไชยชนก เป็นข้อกล่าวหาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเมื่อปรากฏข้อพิรุธและความผิดปกติของโครงการแล้ว กลับไม่ได้พยายามหยุดยั้งหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่ข้าราชการรายอื่นเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR
โดยหนึ่งในข้อพิรุธสำคัญคือ การกำหนดสเปกใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ ที่ระบุว่าต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่น้อยกว่า 400 จุดทั่วประเทศ, จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ ในสาขาไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้
น.ส.รักชนกกล่าวว่า ข้อน่าสังเกตอีกประการคือ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท Human Intelligent กับบริษัทที่ครอบครองสื่อจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) กลุ่มเดียวกัน และมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน โดยพรรคประชาชนได้ทักท้วงประเด็นนี้มาต่อเนื่อง แต่กระทรวงดีอี กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามข้อทักท้วง
นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินของโครงการ โดยสัญญาในช่วงแรกกำหนดให้เหมาจ่าย ซึ่งต่อให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเพียงคนเดียว เอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวน 1,600 ล้านบาท ก่อนจะปรับเปลี่ยนรูปแบบ มาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per use) ในภายหลัง
“จุดหมายปลายทางของเรา เราย้ำอีกครั้งว่าเราอยากยกเลิกโครงการนี้ กลับไปเริ่มต้นใหม่เลย ถ้าท่านคิดว่ามันดีจริง มันคุ้มค่า ท่านกลับไปเริ่มต้นใหม่ในแบบที่มันถูกต้อง กลับไปเขียน TOR ให้ทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้” น.ส.รักชนกกล่าว
น.ส.รักชนกกล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานจริง (Active user) ประมาณ 1 แสนคน เมื่อคิดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่กระทรวงระบุไว้ หากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าการใช้งานจริงอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท
จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าว หากินกับเงินนอกงบประมาณ หรือ ปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินไปยังบริษัทที่สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ หากพรรคประชาชนไม่นำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สาธารณะจับตา เอกชนก็อาจได้รับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาทจากรูปแบบสัญญาเดิมไปแล้ว
เมื่อถามว่าการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ครั้งนี้จะสามารถหยุดโครงการได้หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า มาถึงวันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ
“ปลายทางสุดท้ายแล้ว ถ้าคดีสิ้นสุด ดิฉันอยากเห็นคนติดคุก ในเมื่อกล้าที่จะผลักดันออกมา ท้าทายสายตาประชาชน ท้าทายการจับตาของสื่อ ท้าทายกฎหมายมากๆ ถึงปลายทางสุดท้าย ถ้าฟ้าสีทองมันผ่องอำไพขึ้นมาสักวันหนึ่ง ดิฉันก็อยากเห็นคนกระทำผิดต้องติดคุก ต้องรับโทษ” น.ส.รักชนกกล่าว
น.ส.รักชนก ยังตั้งคำถามถึงการทำงานของ ป.ป.ช.ว่าตรวจสอบโครงการนี้ช้าเกินไปหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับบางโครงการในอดีตที่ ป.ป.ช. เคยออกข้อสังเกตหรือเข้ามามีบทบาทตั้งแต่โครงการยังไม่ทันได้เดินหน้า จึงน่าสงสัยว่ามีเหตุแห่งผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ที่ทำให้ ป.ป.ช. ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ตนไม่ได้คาดหวังอะไรกับป.ป.ช. แต่เหตุผลที่ต้องมายื่นเรื่องเพราะต้องการให้สังคมร่วมกันจับตาว่า เมื่อมีโครงการที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติและการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ป.ป.ช.จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และหน้าที่ของตนในฐานะผู้แทนคือการตีแผ่ความผิดปกติให้ประชาชนได้รับรู้
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาปลัดกระทรวงดีอี ได้ให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงผ่านสื่อสาธารณะหลายครั้ง กรณีระบุว่าให้ความร่วมมือกับกมธ.ติดตามงบประมาณฯ เป็นอย่างดี เพราะจากเอกสารหลายสิบฉบับที่กมธ.ร้องขอไป กลับได้รับมาเพียง 9 ฉบับ และครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่กมธ.ไม่ได้ร้องขอ
ขณะที่เอกสารสำคัญ เช่น ข้อเสนอเชิงเทคนิคของบริษัทที่เข้าร่วมประมูล และเอกสารแนบท้ายสัญญาฉบับล่าสุด ทางกมธ.ยังไม่ได้รับครบถ้วน จึงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกเอกสารดังกล่าว โดยให้จัดส่งภายในวันที่ 8 ก.ย. ก่อนจะประชุมเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 ก.ย.นี้
ส่วนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจโครงการ TH-AI Passport น.ส.รักชนก กล่าวว่า เปิดมาหมดขนาดนี้แล้วจะเหลือของไว้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ตนพูดไว้เลยว่าถึงแม้เราจะเปิดออกมาต่อเนื่องหลายเดือนที่ผ่านมาและเปิดมาหลายข้อ และจะมีเปิดอีก
แต่ของยังเหลืออีกเป็นกระบุง ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ต้องลองคิดดูว่าไส้เน่าขนาดไหนถึงเหลือของให้เราเล่นได้อีกเป็นเดือน ๆ และยังไม่หมด และยังเหลือของไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีก
ส่วนที่กระทรวงดีอี จะมีเฟส 2 หากโครงการประสบความสำเร็จ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าเราก็ทำทุกสิ่งอย่างที่สส.หรือพรรคประชาชนทำทั้งหมดแล้วเท่าที่จะทำได้ ในอำนาจที่เอื้อ หากถามว่าถ้าหากเขาจะดึงดันและผลักดันเฟส 2 ออกมา ต้องบอกว่าหน้าด้านมาก ๆ เพราะในวันนี้คนลงทะเบียนมีอยู่ไม่ถึงครึ่ง และแอ็กทีฟยูสเซอร์ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ
ถ้าท่านยังบอกว่าประสบความสำเร็จและยังจะผลักดัน ตนคิดว่ามันไม่ใช่เพื่อประชาชนแล้ว ถ้าหากว่ามันมีเฟส 2 ออกมาและผลักดันจนสำเร็จจริงๆ ตนคิดว่าชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ได้ยึดบนฐานคิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร แต่เขาแค่อยากจะใช้เงินให้ได้มากที่สุดเท่านั้น หากเฟส 2 ออกมาก็จะเป็นการยืนยันข้อสังเกตที่เราพูดมาตลอด
เมื่อถามว่านายไชยชนก บอกว่าที่ไม่ไป เพราะอยากให้เรียกผู้มีอำนาจโดยตรงได้ไปชี้แจงเอง น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าผู้มีอำนาจโดยตรงมากที่สุดคือตัวของนายไชยชนก บางทีต้องแสดงความกล้าหาญจะออกมาพูดชี้แจง หรือตอบคำถามที่เป็นการสื่อสารแบบสองทาง ไม่ใช่สื่อสารแบบทางเดียว คือพูดพ่นไมค์ใส่สื่อแล้วให้มันจบไป
“ดิฉันคิดว่าในเมื่อโครงการมันเดินมาจนถึงวันนี้แล้ว นายไชยชนกควรแสดงความกล้าหาญสักครั้งในการมาชี้แจงด้วยตัวเอง มันอาจจะเรียกความเชื่อมั่นขึ้นมาให้กับนายไชยชนกได้ แต่ถ้าไม่มาส่งรัฐมนตรีช่วยมาก็ได้ ถ้าไม่กล้ามาตอบคำถามด้วยตัวเอง” น.ส. รักชนก กล่าว