พนิดา จี้ตัดงบศาลรัฐธรรมนูญ 7.9 ล้าน จัดอบรม นธป. ให้บิ๊กข้าราชการ ซัดใช้ภาษีประชาชนไปแฮงก์เอาต์-สร้างคอนเน็กชัน พบ “อนุทิน-แสวง-ร.ต.อ.ปิยะ” ร่วมหลักสูตรด้วย
เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 4
เวลา 13.15 น. เข้าสู่มาตรา 31 งบของหน่วยงานศาล โดยน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ขอตัดลดงบประมาณของศาลรัฐธรรมนูญ ในหลักสูตรอบรมหลักสูตร หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) 7,915,000 บาท เพราะเป็นเงินภาษีประชาชนที่ถูกนำมาใช้สร้างเครือข่ายระดับผู้นำให้กับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ เห็นว่าองค์กรตุลาการ ควรสร้างความเชื่อมั่นจากความถูกต้องของคำวินิจฉัย ความอิสระ ความเป็นกลาง อยู่ห่างจากเครือข่ายอำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีเครือข่ายของตัวเองด้วยเหตุผลใด ซึ่งงบประมาณในจำนวนนี้มีค่าดูงานทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 3,315,000 บาท และยังมีค่าที่ปรึกษาประเมินหลักสูตรอีก 800,000 บาท ถามว่าประชาชนจะได้อะไรจากงบประมาณนี้
“ไม่เห็นเคพีไอตัวไหนจะบอกได้ว่าใช้งบประมาณไปแล้วประชาชนเข้าถึงความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นกี่คน เข้าใจกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญมากขึ้นเท่าไหร่ เข้าถึงสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญได้อย่างไร แล้วคุณภาพกระบวนการยุติธรรมดีขึ้นตรงไหน สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ คนระดับสูง 52 คน มาเจอกัน มาใช้ภาษีประชาชนไปแฮงก์เอาต์ แล้วกลายเป็นเครือข่ายระดับสูงของศาลรัฐธรรมนูญ” น.ส.พนิดา กล่าว
น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า ขอเสนอแนะว่าองค์กรตุลาการ ควรอยู่ห่างระบบความสัมพันธ์ที่จะทำให้เกิดคำถามว่า เครือข่ายคอนเน็กชั่นระดับสูงเหล่านี้ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลหรือไม่ หรือแม้ไม่ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวแม้แต่ครั้งเดียว แต่โครงสร้างทำให้ประชาชนตั้งคำถามเช่นนี้ก็ถือเป็นความเสี่ยงราคาแพงที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม เพราะไล่ดูรายชื่อผู้ที่เข้าร่วมหลักสูตรนี้เห็นทั้งคนระดับผู้นำ สส. พรรคร่วมรัฐบาล
“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ก็เข้าร่วมหลักสูตรนี้ นอกจากนี้ยังมี สว. ทหารระดับนายพลระดับสูง ตำรวจ อัยการ ศาล ผู้พิพากษาในกระบวนการยุติธรรม นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ก็เรียน หรือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ก็เรียน ชี้ว่าศาลต้องอยู่เหนือเครือข่าย ไม่ใช่ผู้สร้างเครือข่ายด้วยตัวเอง ด้วยงบประมาณภาษีของประชาชน” น.ส.พนิดา กล่าว
ด้าน นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกมธ. ชี้แจงหลักสูตร นธป. ว่า เดิมทีในการพิจารณาชั้นอนุกมธ.ได้ดูในรายละเอียดแล้วเป็นการอบรมสัมมนาหลักสูตรที่ศาลรัฐธรรมนูญพยายามสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ทั้ง 52 คน แต่ด้วยภารกิจที่เราได้รับมอบหมายคือให้ใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด พยายามให้หน่วยงานที่กำกับดูแลอย่าพยายามสร้างคอนเน็กชันกับบุคคลภายนอก
นางมนพร กล่าวว่า ในหลักสูตร นธป. ครั้งแรกในการพิจารณาในชั้นอนุกมธ.ได้มีการปรับลดทั้งโครงการ โดยมีสาเหตุ คือ 1.มีเหตุสงสัยว่าทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงต้องไปสร้างคอนเน็กชันเอาบุคคลภายนอก องค์กรภาคเอกชนเข้ามาร่วมในการอบรมดังกล่าว
2.การใช้จ่ายในงบประมาณไม่ว่าจะเป็นการเดินทางโดยเครื่องบิน หรือการไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ขอให้มีการลดลงได้หรือไม่ และเราพยายามเน้นย้ำเรื่องของความสัมพันธ์ศาลกับบุคคลภายนอก และ
3.ข้อสังเกตนี้อนุกมธ.ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญปรับปรุง และเพิ่มเป้าหมาย ปริมาณของผู้เข้าอบรมให้มากขึ้น จึงเป็นสาเหตุของการที่ศาลรัฐธรรมนูญกลับมาอุทธรณ์ในครั้งที่สอง
จากนั้น ที่ประชุมลงมติมตรา 31 เห็นด้วย 272 เสียง ไม่เห็นด้วย 122 เสียง งดออกเสียง 47 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง