หมอวาโย แจงชัด ‘กกตหค.’ หมายถึงอะไรที่ไม่ใช่ กินก๋วยเตี๋ยวหกคน ขอไม่ตัดงบสักบาท เหตุผลงานเป็นที่ประจักษ์ เหน็บ เลขาฯแสวง เป็นอัจฉริยภาพ-แยบคาย คําพูดมากมาย แต่ขัดแย้งกันเอง
วันที่ 10 ก.ย.2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2-3 ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณามาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานขององค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ วงเงิน 7.85 พันล้านบาท
เวลา 14.25 น. นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอกล่าวถึงนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเพิ่งถอนคําว่าอย่าฮึกเหิมให้มันมากไปออกไปว่า ขอขออนุญาตฮึกเหิมนิดนึง แต่ไม่เหิมเกริม
นพ.วาโย ได้นําสไลด์ขึ้น ซึ่งมีการเขียนข้อความ #กกตหค โดยอธิบายว่า มีผู้นําคลิปของตนเอง ยืนยันว่าเป็นคลิปเอไอ ภาพตัดต่อ ที่บอกว่า ตนพูด “กกตหค.” แปลว่า กินก๋วยเตี๋ยวหกคน ไม่ใช่ เพราะตอนนั้นตนโดนสายไมค์ลอยจั๊กจี้เอวพอดี จึงพูดไปเช่นนั้น
แต่ความจริง ในมโนสํานึกของตนหมายถึง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แห่งความจงรักและภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”
นพ.วาโย อภิปรายว่า ขอเจาะจงไปที่งบ กกต.ซึ่งได้งบลดลงกว่าปี 69 แม้ในปีดังกล่าวจะมีการเลือกตั้ง แต่จริงๆ แล้วยังมีงบกลางจ่ายเข้ามาสําหรับการเลือกตั้งอีก 6,000 ล้านบาท จึงทำให้ กกต.แห่งความยุติธรรม ได้รับงบน้อยลงถึง 600 ล้านบาท
ในปี 70 โดยในชั้นอนุกมธ. สามารถพิจารณาได้แค่ประมาณ 609 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งปรับลดลง 43 ล้านบาท ใน 2 แผนงาน คือแผนงานด้านความมั่นคง จำนวน 20.3 ล้านบาท และแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จำนวน 22.9 ล้านบาท
นพ.วาโย กล่าวต่อว่า จึงขอตั้งคําถามไปยังกมธ. เพราะเมื่อตนไปเปิดอ่าน ยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง การสืบสวนไต่สวนและการดําเนินคดีในศาล ซึ่งเป็นเรื่องของการประชุมเชิงปฏิบัติการ และการอบรมเชิงปฏิบัติการ ซึ่ง 2 กิจกรรมนี้ ใช้งบแค่ 4.7 ล้านบาทเท่านั้น
แม้ตนจะมองว่าน้อย แต่ไม่สามารถปรับเพิ่มให้ได้ เนื่องจากในจํานวนนี้ กลับมีผลผลิตที่ออกมาเป็นพนักงานสอบสวนกว่า 100 คนของ กกต. และมีส่วนจังหวัดอีก 150 คน อาจยังไม่ใช่จํานวนที่เพียงพอ กกต.จึงจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มตําแหน่งเพื่อรับพนักงานต่าง ๆ เข้ามา คําถามของตนคือกมธ. ไปตัดงบในด้านนี้ของ กกต.ทําไม ท่านไม่อยากให้ กกต. มีพนักงานสอบสวน สืบสวน ไต่สวน ประจําจังหวัดหรือ
นพ.วาโย กล่าวต่อว่า ขอยกตัวอย่างผลงาน กกต.ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ ตอนแรกตนขอให้ปรับลด 3% จึงขอถอนคําแปรญัตติ เราไม่อยากปรับลดเลย แต่อยากให้เงินกลับ กกต.เต็มๆ เพราะในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรไปบีบเขาด้วยการจํากัดเงินของเขา เขาจะเอาไปพัฒนาบุคคลเพื่อมาฟ้องคดีต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง พัฒนาบุคคลเกี่ยวกับเรื่องสอบสวน ไต่สวน และดําเนินคดีในศาล
เช่น การนําแชทไลน์ เรื่องกันแลกคะแนน ไปฟ้องต่อศาลฎีกา ซึ่งถือว่าเป็นแนวบรรทัดฐานของ กกต. และ อีกกรณีที่มีเพียงแค่การส่งเรซูเม่ แนะนำตัว ขอให้จับคู่เลือกกัน หลักฐานแค่นี้ กกต.ก็นําส่งฟ้องศาลฎีกาแล้ว แค่ 4.7 ล้านบาท ไม่คุ้มตรงไหน
“ผมได้รับความร่วมมือจาก กกต. เป็นอย่างดีเมื่อใช้อํานาจเรียก ทําให้เห็นถึงความอัจฉริยภาพและความแยบคาย โดยเฉพาะเลขาธิการ กกต. ซึ่งเป็น หัวหน้าของสํานักงาน กกต. ถึงแม้นายแสวง บุญมี จะบอกว่า การแนะนําตัวต่าง ๆ สามารถทําได้ แต่ศาลปกครองมีข้อสรุปออกมาว่า การแนะนําตัวเป็นเพียงเครื่องมือของ กกต. ที่ออกแบบเพื่อให้การดูแลการแนะนําตัว หากผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามระเบียบจะเป็นความผิดของศาลปกครอง
ขณะที่ศาลฎีกาลงไว้ว่า ไม่สามารถที่จะแลกคะแนนกันได้แต่อย่างใด งบปี 67-68 ที่ได้ไปมีผลงานประจักษ์แบบนี้ แต่ปีนี้กรรมาธิการตัดทำไม ผมไม่ขอตัดเลยแม้แต่บาทเดียว” นพ.วาโย กล่าว
นพ.วาโย จะกล่าวถึงการชี้แจงของนายแสวง บุญมีอีก แต่น.ส.มัลลิกา จิรพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ได้ขอว่าอย่าพาดพิงเอ่ยชื่อ ทำให้นพ.วาโย กล่าวว่าผู้บริหารสูงสุด กกต.วางหลักเกณฑ์เอาไว้ เรื่องการฟ้องคดี ล่าสุด 3 ข้อคือ 1.ต้องเป็นผู้สมัครรับเลือกเท่านั้น 2. การทุจริตต้องมีการจ้างกัน และ 3. ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า
“หน่วยงานนี้ สมกับเป็น กกตหค.จริงๆ สมกับการเป็นคณะกรรมการแห่งการเลือกตั้งแห่งความจงรักและภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่ แสดงให้เราเห็นตลอดเวลาว่า การกระทําสำคัญกว่าคำพูด แม้ว่าจะพูดมากมายว่าองค์ประกอบความผิดในการฟ้องมีอะไร แต่ในข้อกฎหมายมีการเขียนคําว่า ผู้ใดนั้น เราต่างรู้ว่าหมายถึงอะไร” นพ.วาโย กล่าว
นพ.วาโย กล่าวต่อว่า คดีที่ กกต.ชงศาลฎีกาให้ฟันอาญา ซึ่งชี้ชัดว่า เป็นบุคคลที่ไม่ใช่ผู้รับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ขัดกับคําพูดของ กกต.อย่างชัดเจน ก่อนย้ำว่า การกระทําสําคัญกว่าคําพูด