‘เท้ง’ ยกความเห็น ‘สิทธิโชติ’ กกต. เสียงข้างน้อย มัดขบวนการฮั้วสว. โยง ‘ภูมิใจไทย’ ยัน ลุยยื่น ป.ป.ช. – ฟ้อง ม.157 แน่ ส่งสัญญาณ สส.ในสภา ทบทวนจุดยืนโหวตซักฟอก
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการแถลงข่าวของประธานกกต.ว่า ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องการ คือ การทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาขององค์กรอิสระ
การที่มี กกต.เสียงข้างน้อยออกมาแสดงความเห็นนั้น ตนชื่นชมในแง่การแสดงจุดยืนของตัวเอง ซึ่งพรรคประชาชนเตรียมคำร้องยื่นต่อ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
แต่เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นมาใหม่ อย่างการให้ความเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อย เราก็พร้อมนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นมาหลอมรวมเข้าไปในคำร้องที่จะเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างไรก็ตาม จะเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด
เมื่อถามว่า ความเห็นของ กกต. เสียงข้างน้อย มีข้อน่าสนใจตรงไหนบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นความสำคัญที่สุด คือ กกต.แต่ละคนอาจจะมีวิจารณญาณของตัวเอง แต่ข้อคิดเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมา เชื่อว่าสอดคล้องกับในสายตาวิญญูชนทั่วไป
ขบวนการโกงเรื่อง สว. นั้น ทำเป็นขบวนการขนาดใหญ่ มีออแกไนเซอร์ คนจัดแจง จัดตั้งอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน และสิ่งที่เราสงสัยต่อจากนั้น คือ วัตถุพยานอื่นที่ไม่ใช่แค่การให้ปากคำของบุคคลก็สามารถโยงใยไปถึงกรรมการบริหารพรรคหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยได้
ดังนั้น สาระสำคัญคือ หาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เป็นศาล แค่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เรื่องนี้ทำเป็นขบวนการแน่นอน และเกี่ยวข้องกับนักการเมืองแน่นอน ควรจะต้องส่งฟ้องไปยังศาลทั้งหมด
เมื่แถามถึงไทม์ไลน์ที่จะยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะต้องยืนยันกับฝ่ายกฎหมาย และอาจจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง คือผู้สมัครไปฟ้อง แต่ในส่วนพรรคประชาชน จะยื่นไปที่ ป.ป.ช. โดยเราสนับสนุนการดำเนินการทั้ง 2 ส่วน และเชื่อว่าสัปดาห์นี้จะมีความคืบหน้าแน่นอน
เมื่อถามว่า เวทีการซักฟอก หวังผลให้พรรคเพื่อไทยไม่โหวตไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กรอบเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนได้เห็นการแสดงความเห็นของประธานรัฐสภาว่า ไม่พยายามไปตีกรอบเรื่องการโกงเลือก สว. เข้ามาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อยากให้ยืนยันหลักแบบนี้ต่อไป การตรวจสอบพฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง เป็นสิ่งที่สามารถพึงกระทำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตีกรอบว่ามันเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการลงมติแต่ละพรรคคงมีจุดยืนของตัวเองอยู่ และไม่ขอเอ่ยชื่อพรรค ขณะนี้ตัวแทนจากพรรคมีหน้าที่ตรวจสอบสิ่งที่ไม่ชอบธรรมในสภา หากเห็นว่าการโกงเลือก สว. ซึ่งเป็นขบวนการโกงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองเมืองไทยเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในฐานะตัวแทนประชาชน และ สส. การลงมติในการไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือรัฐมนตรีรายบุคคลก็เป็นสิ่งที่แต่ละคนสามารถพึงกระทำได้ในการใช้อำนาจทางฝ่ายนิติบัญญัติ
เมื่อถามย้ำว่า การไม่พูดชื่อพรรคอาจจะไม่ได้ เพราะเพื่อไทยก็เป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ขาดในรัฐขาลว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คำตอบเมื่อสักครู่ชัดแล้วว่าไม่ต้องไปเรียกร้องชื่อพรรค เพราะไม่อยากให้เป็นทางการเมืองแล้วโต้ตอบกันไปมา เพราะนักการเมืองทุกคนถูกตัดสินโดยประชาชน ประชาชนโดยทั่วไปน่าจะตีความได้ และผลโหวตจะเป็นอย่างไรก็ให้ประชาชนตัดสินในการเลือกตั้งครั้งหน้า
เมื่อถามว่า หากอภิปรายไปแล้วพรรคเพื่อไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ฉากทัศน์เปลี่ยน มองอนาคตอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่แต่ละคนวิเคราะห์ไปข้างหน้าได้ แต่ขณะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความพยายามจากทุกภาคส่วน ทั้ง สส. และประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจรัฐทั้งหมด ทั้งการเมือง สมาชิกวุฒิสภา และองค์กรอิสระ อย่าง กกต. อะไรที่ไกลกว่านี้ ขอให้รอสถานการณ์ครั้งหน้าดีกว่า
เมื่อถามถึงสำนวนที่เหลืออยู่ที่ประชาชนยังไม่เห็นมีมากน้อยแค่ไหน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่ควรจะต้องออกมาให้คำตอบ และเป็นคนที่เราควรตั้งคำถามต่อเขามากที่สุด คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนโดยตรง
ข้อมูลบางอย่างอาจไม่ได้มาทั้งหมด แต่สุดท้ายแล้วตัวแทนภาคประชาสังคม สส. ที่เปิดเผยเรื่องนี้ เพราะบังเอิญมีคนในที่ทนไม่ได้กับขบวนการโกง ออกมาให้ข้อมูล เมื่อนำมาเปิดเผยแล้ว กลับมีการพยายามฟ้องร้องปิดปาก
รัฐบาลใช้อำนาจตัวเองในการฟ้องร้องปิดปาก แบบนี้ไม่ถูกต้อง แทนที่จะตั้งคำถามต่อพวกเราว่า เรามีข้อมูลอะไรบ้าง เราอาจให้ข้อมูลไม่ได้ทั้งหมด เพราะอาจกระทบต่อแหล่งข่าว โดยเราต้องเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่ทำหน้าที่ว่า ต้องแสดงความโปร่งใสออกมาให้มากที่สุด